พระราชประวัติของในหลวง
    
    
    
    
    
ร้านปัดฝุ่นมอเตอร์ไซค์โบราณ จำหน่าย Honda C70-C100 เครื่องเดิม-เครื่องดรีม ดรีมคุรุสภา Jx100 ติดต่อ 081-412-7470      PROFILE INTERIOR STUDIO รับออกแบบบ้านและออกแบบตกแต่งภายในบ้าน โทร.02-926-8939,081-482-1244      โรงงานผลิตโฟม eva tel. 083-9999217      ร้านโบราณคลาสสิค ขายรถโบราณคลาสสิค c70 c100
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 1 2 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 15 จากทั้งหมด 22

ชื่อกระทู้: พระราชประวัติของในหลวง

  1. #1
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile พระราชประวัติของในหลวง





    " พระทรงเป็นดวงใจไทยทั้งชาติ ปวงข้าบาทน้อมจิตอธิฐาน
    ขอพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญตราบชั่วกาลนิรันดร์ "


    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
    ข้าพระพุทธเจ้า ชาวไทยสกูตเตอร์

    ----------------------------

    ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

    ร่วมถวายพระพร คลิก เลยคับ :)
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ฅนเร่ร่อน : 16-06-2006 เมื่อ 03:23
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  2. #2
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile มือถือของในหลวง

    >>หวังว่าทุกๆ คนคงยังจำสมัยที่ PCT ออกมาวางตลาดใหม่ๆเครื่อง sharp
    >>ที่ทาง TA แจกให้ทุกคนทดลองใช้ฟรีกัน

    >>รุ่นฝาพับแหละครับ ตัวเล็กๆ
    รู้กันไหมว่า ในหลวง
    >>พระองค์ท่านยังคงทรงใช้ PCT รุ่นนั้นอยู่ ณ ปัจจุบัน

    >>ได้ยินมาจากผู้บริหาร TA ว่า ครั้งหนึ่งเคยนำรุ่น sanyo
    ที่เป็นรุ่นหาคลื่นได้มาถวายท่านเพราะเห็นว่าท่านทรง ใช้เครื่องเก่านำเครื่องใหม่ไปถวาย

    พระองค์ก็ทรงตรัสว่า
    "เอามาให้ฉันทำไม...ในเมื่อเครื่องเก่าฉันก็ยังใช้ได ้อยู่"

    ท่านทรงประหยัดเพื่อประเทศเรามากจริงๆ

    >> แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับมีความรู้สึกที่จะอยากได้รุ่ นใหม่ๆ
    >>เข้าใจว่าบางคนเนี่ย ซื้อมือถือเพราะหลายเหตุผล

    อาจจะมีเถียงบ้างก็ไม่ได้หวังอะไร

    กระทู้นี้ตั้งเพียงแค่อยากจะบอกว่า "ช่วยกันประหยัด เพราะ พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงงานตรากตรำเพื่อพวกเรา

    >>หากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆได้ทำงานใกล้ชิดท่านจะรู้ว่า
    >>"น่าภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย"

    ไม่ได้ห้ามหากใครจะ ซื้อถูกซื้อแพง
    >>แต่อยากให้ใช้งานให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไ ป

    >>เวลาซื้อถามตัวเองนิดนึงว่า "Tool or Toy?"
    >> ชอบประโยคคำถามนี้มาก(โดยส่วนตัวคับ)

    สุดท้ายนี้....ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ

    ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หั ว....

    ชอบก็ส่งต่อนะ ครับ...จะได้เป็นประโยขน์กับคนอื่นๆ...:)
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  3. #3
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของ "ในหลวง"

    กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของ "ในหลวง"

    กล้องถ่ายรูปส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล้องแรกคือ กล้อง"คอนแท็กซ์ทู"ผลิตจากเยอรมนี เป็นกล้องที่ในหลวงของเรา แรกครั้งยังทรงเป็นพระอนุชา ทรงวิ่งตามพระเชษฐา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล กล้องนี้เป็นกล้องเดียวกับที่ในหลวงทรงฉายสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ แรกครั้งยังทรงมีฐานันดรศักดิ์เป็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม กรุงเทพฯ เมื่อ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓

    ต่อมาทรงเปลี่ยนไปใช้กล้องในตระกูล "แคนนอน EOS" เริ่มที่ EOS ๑๐๐ แล้วเปลี่ยนเป็น EOS ๑๐๐ F ที่มีน้ำหนักเพียง ๕๑๐ กรัม และต่อมาทรงเปลี่ยนกล้องอีกหลายครั้งในทุกครั้งที่มี รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดตามลักษณะที่เหมาะสม โดยยังคงทรงกล้องในตระกูล "แคนนอน EOS" เนื่องเพราะมีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพา ในหลวงทรงใช้เลนส์ตัวเดียวมาโดยตลอด ไม่เปลี่ยนเลย คือเลนส์ ๒๘-๑๐๕ mm

    คราวเสด็จพระราชดำเนินกฐินพระราชทานทางชลมารค เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ ทรงประทับเรือพระที่นั่ง "นารายณ์ทรงสุบรรณ" ล่องเลียบลำน้ำเจ้าพระยา คราวนั้นในหลวงทรงพกพากล้องเล็กพิเศษ เลนส์ "คาร์ลไซด์" ทรงเหลือบพระพักตร์เพียงเล็กน้อย ไม่ต้องยกกล้องมาที่พระเนตรก็ทรงมีพระปรีชาสามารถกดช ัตเตอร์ได้เลย


    ที่มา : หนังสือใกล้เบื้องพระยุคลบาท โดย...ลัดดา ซุบซิบ
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  4. #4
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile กษัตริย์ยอดกตัญญู ในหลวงของพวกเราชาวไทย

    กษัตริย์ยอดกตัญญู ในหลวงของพวกเราชาวไทย

    คัดลอกมาจาก หนังสือ เรื่อง หยุดความชั่วที่ไล่ล่าตัวคุณ ของ พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ
    (นึกภาพไปด้วยนะ ระหว่างอ่าน)

    ลูก ๆ ทุกคน...ก็ได้รู้กันแล้วว่า ความหวังของแม่ ..ที่มีต่อลูก 3 หวังคือ

    ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้

    ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา

    เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ

    ทีนี้...มาดูตัวอย่างบ้าง..บุคคลที่เป็นยอดกตัญญู ที่ประทับใจอาจารย์มากที่สุดคือใครทราบไหม?คือคนในภา พนี้..ในหลวงของเรา...ในหลวง...นอกจากจะเป็นยอดพระมห ากษัตริย์ของโลก..เป็น THE KING OF KINGS แล้วในหลวงของเรายังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย ความหวังของแม่...ทั้ง 3 หวัง ในหลวงปฏับติได้ครบถ้วน ... สมบูรณ์ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ให้แก่พวกเรา ในหลวงทำกับแม่ยังไง....?

    หวังที่ 1. ยามแก่เฒ่า..หวังเจ้า..เฝ้ารับใช้... ใครเคยเห็นภาพที่... สมเด็จย่า เสด็จไปในที่ต่าง ๆ แล้วมีในหลวง..ประคองเดินไปตลอดทาง...เคยเห็นไหม...?

    ใครเคยเห็น...กรุณายกมือให้ดูหน่อย...ขอบคุณ...เอามื อลง ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหนเนี่ย.. มีคนเยอะแยะ... มีทหาร...มีองครักษ์ ...มีพยาบาล.. ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า..."ไม่ต้อง.... " คนนี้...เป็นแม่เรา...เราประคองเอง ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา ..สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน... เพราะฉะนั้น.. ตอนนี้แม่แก่แล้ว...เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน... ไม่ต้องอายใคร... เป็นภาพที่...ประทับใจมาก... เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านกตัญญูต่อแม่.. ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ... สองข้างทาง ฝั่งนี้ 5,000 คน ฝั่งนู้น.....8,000 คน ยกมือขึ้น...สาธุ แซ่ซ้อง..สรรเสริญ "กษัตริย์ยอดกตัญญู..." ในหลวง..เดินประคองแม่.. คนเห็นแล้ว ...เขาประทับใจ ถ่ายรูป...เอามาทำปฏิทิน ...เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพ...กราบไหว้... ลองหันมาดูพวกเรา...ส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหน แต่งตัวโก้... ลูกชาย..แต่งตัวโก้... ลูกสาว..แต่งตัวสวย... แต่เวลาเดิน...ไม่มีใครประคองแม่ กลัวไม่โก้...กลัวไม่สวย ข้าราชการ...แต่งเครื่องแบบเต็มยศ... ติดเหรียญตรา...เหรียญกล้าหาญ...เต็มหน้าอก... แต่เวลาเดิน...ไม่กล้าประคองแม่... กลัวไม่สง่า...กลัวเสียศักดิ์ศรี... ประคองแม่ .... เป็นเรื่องของ...คนใช้... หลายคน...ให้ประคองแม่.. ไม่กล้าทำ อาย... เวลาทำดี..ไม่กล้าทำ...อาย เวลาทำชั่ว...กล้า....ไม่อาย... ใครเห็นภาพนี้ที่ไหน...กรุณาซื้อใส่กรอบ... แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน...เอาไว้สอนลูก เห็นภาพชัดเจนไหม? เท่านั้น ...ยังน้อยไป...มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น... หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่า...เสร็จสิ้นลงแล้ว ราชเลขา..ของสมเด็จย่า... มาแถลงในที่ประชุม...ต่อหน้าสื่อมวลชน...ว่า... ก่อนสมเด็จย่า จะสิ้นพระชนม์..ปีเศษ...ตอนนั้นอายุ 93 ในหลวง..เสด็จจากวังสวนจิตร.. ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน ไปทำไมครับ....? ไปกินข้าวกับแม่... ไปคุยกับแม่...ไปทำให้แม่..ชุ่มชื่นหัวใจ... พอเขาแถลงถึงตรงนี้ อาจารย์ตกตะลึง.. โฮ้โห....ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเรา เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่... สัปดาห์ละกี่วัน...ทราบไหมครับ ? พวกเราทราบไหมครับ...สัปดาห์ละกี่วัน ? 5 วัน...... มีใครบ้างครับ....? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่ ...สัปดาห์ละ 5 วัน หายาก......... ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย...เป็นพันโครงการ... มีเวลาไปกินข้าวกับแม่..สัปดาห์ละ 5 วัน พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9 ร้อยเอก..พลตรี...อธิบดี..ปลัดกระทรวง ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่....บอกว่า...งานยุ่ง แม่บอกว่า...ให้พาไปกินข้าวหน่อย.. บอกว่า ไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ... ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว... แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ...เห็นตัวเองหรือยัง ..?

    พ่อแม่..พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง... ฝนตก...น้ำเซาะ..อีกไม่นานโค่น... พอถึงวันนั้น...เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว... ในหลวงจึงตัดสินพระทัย... ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน เมื่อตอนที่สมเด็จย่าอายุ...93 สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วัน ไปไหนครับ ....? ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์...องคมนตรี บอกว่า.... ในหลวง...ถือศีล 8 วันพระ ถือศีล 8 นี่ยังไง...? ต้องงดข้าวเย็น... เลยไม่ได้ไปหาแม่...วันนี้เพราะ ถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ... อาจจะกินข้าวกับพระราชินี..กับคนใกล้ชิด แต่ 5 วัน....ให้แม่ เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม...?

    ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ ๆ หน่อย ไปดูตอนกินข้าว... ทุกครั้ง...ที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า... ในหลวงต้องเข้าไปกราบ ที่ตัก... แล้วสมเด็จย่า...ก็จะดึงตัวในหลวง... เข้ามากอด..กอดเสร็จก็หอมแก้ม... ใครเคยเห็นภาพสมเด็จย่า..หอมแก้มในหลวงบ้าง...? ภาพนี้...ถ้าใครมี...ต้องเอาไปใส่กรอบ เป็นภาพความรักของแม่...ที่มีต่อลูก..อย่างยอดเยี่ยม ตอนสมเด็จย่า..หอมแก้มในหลวง...อาจารย์คิดว่า แก้มในหลวง...คงไม่หอมเท่าไร ..เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่ทำไม...สมเด็จย่าหอมแล้ว...ชื่นใจ... เพราะท่านได้กลิ่นหอม... จากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู ไม่นึกเลยว่า...ลูกคนนี้ จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้ ตัวแม่เองคือ สมเด็จย่า...ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดา...สามัญชน...เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์...เหมือนเด็กหญิงทั่วไป... เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้

    ในหลวงหน่ะ... เกิดมา เป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์...เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือ หัว แต่ในหลวง..ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน.... ก้มลงกราบ..คนธรรมดา..ที่เป็นแม่ หัวใจลูก...ที่เคารพแม่... กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว... คนบางคน...พอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่....เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ... เป็นชาวนา....เป็นลูกจ้าง... ไม่เคารพแม่....ดูถูกแม่...... แต่นี่...ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว... นี่แหละครับความหอม นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า...หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง... ท่านหอมความดี...หอมคุณธรรม...หอมกตัญญู..ของในหลวง หอมแก้มเสร็จแล้ว...ก็ร่วมโต๊ะเสวย... ตอนกินข้าวนี่...ปกติ...แค่เห็นลูกมาเยี่ยม...ก็ชื่น ใจแล้ว... นี่ลูกมากินข้าวด้วย...โอย...ยิ่งปลื้มใจ แม่ทั้งหลาย..ลองคิดดูซิ... อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่... อันนี้อร่อย...แม่ลองทาน... รู้ว่าแม่ชอบทานผัก... หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่... เอ้าแม่...แม่ทานซะ...ของที่แม่ชอบ แทนที่จะกินแค่ 3 คำ 4 คำ ก็เจริญอาหาร...กินได้เยอะ เพราะมีความสุข ที่ได้กินข้าวกับลูก มีความสุขที่ลูกดูแล....เอาใจใส่... กินข้าวเสร็จแล้ว...ก็มานั่งคุยกับแม่... ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไง...ทราบไหม...? ตอนในหลวงเล็ก ๆ...แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ... "อยากฟังแม่สอนอีก" เป็นยังไงบ้าง...? เป็นกษัตริย์...ปกครองประเทศ... อยากฟังแม่สอนอีก... พวกเรา เป็นยังไง...? เราคิดว่า...เรารู้มาก...เราเรียนสูง... เรามีปริญญา...แม่จบ ป.4 เวลาแม่สอน....ตะคอกแม่ ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ เบื่อจากตายอยู่แล้ว...รำคาญ.... พูดจาซ้ำซาก...เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที... เราเหยียบย่ำหัวใจแม่...... พอสมเด็จย่าสอน... ในหลวงจะเอากระดาษมาจด... มีอยู่เรื่องหนึ่ง...ที่จำได้แม่น.. สมเด็จย่า...เล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss ในหลวงยังเล็กอยู่...เข้ามาบอกว่า..อยากได้รถจักรยาน เพื่อน ๆ เขามีจักรยานกัน แม่บอกว่า...ลูกอยากได้จักรยาน... ลูกก็เก็บสตางค์...ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ.. . เก็บมาหยอดกระปุก..วันละเหรียญ...สองเหรียญ พอได้มากพอ...ก็เอาไปซื้อจักรยาน... นี่คือสิ่งที่แม่สอน... แม่สอนอะไร..ทราบไหมครับ...?

    ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน... พอลูกขอ...รีบกดปุ่ม ATM ให้เลย ประเคนให้เลย..ลูกก็ ฟุ้งเฟ้อ...ฟุ่มเฟือย... เหลิง...และหลงตัวเอง พอโตขี้น...ขับรถเบนซ์ชนตำรวจ...ก็ได้... ยิงตำรวจ...ยังได้..เพราะหลงตัวเอง..พ่อกูใหญ่ เห็นไหม.....? ตามใจเทิดทูน จนเสียคน... แต่สมเด็จย่านี่...เป็นยอดคุณแม่.. สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก.. ลูกอยากได้..ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้...ไปหย่อนกร ะปุก... แม่สอน 2 เรื่อง คือ...ให้ประหยัด....ให้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง "ความประหยัด...เป็นสมบัติของเศรษฐี"ใครสอนลูกให้ประหยัดได้.. คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก

    พอถึงวันปีใหม่..สมเด็จย่าก็บอกว่า... "ปีใหม่แล้ว...เราไปซื้อจักรยานกัน.." เอ้า...แคะกระปุก..ดูซิว่ามีเงินเท่าไร...? เสร็จแล้ว...สมเด็จย่าก็แถมให้... ส่วนที่แถมนะ...มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก... มีเมตตา...ให้เงินลูก... ให้...ไม่ได้ให้เปล่า...สอนลูกด้วย...สอนให้ประหยัด สอนว่า...อยากได้อะไร...ต้องเริ่มจากตัวเรา... คำสอนนั้น...ติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้.... เขาบอกว่า..ในสวนจิตรเนี่ย... คนที่ประหยัดที่สุด...คือ...ในหลวง... ประหยัดที่สุด..ทั้งน้ำ..ทั้งไฟ... เรื่องฟุ้งเฟ้อ..ฟุ่มเฟือย...ไม่มี... เป็นอันว่า...ภาพนี้..ชัดเจน..

    หวังที่ 2. ยามป่วยไข้...หวังเจ้า..เฝ้ารักษา ดูว่าในหลวง ทำกับแม่ ยังไง...? สมเด็จย่า..ประชวร อยู่ทีโรงพยาบาลศิริราช.. ในหลวงไปเยี่ยม..ตอนไหนครับ..? ไปเยี่ยมตอน ตี 1 ตี 2 ตี 4 เศษ ๆ..จีงเสด็จกลับ.. ไปเฝ้าแม่วันละหลายชั่วโมง... แม่...พอเห็นลูกมาเยี่ยม..ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว .. ทีมแพทย์ ที่รักษาสมเด็จย่า.. เห็นในหลวงมาเยี่ยม มาประทับ ก็ต้องฟิต...ตามไปด้วย ต้องปรึกษาหารือกันตลอด ว่า..จะให้ยายังไง...จะเปลี่ยนยาไหม..? จะปรับปรุงการรักษายังไง...ให้ดีขึ้น... ทำให้สมเด็จย่า..ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น... เห็นภาพไหม...? กลางคืน .... ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า... คืนละหลายชั่วโมง..ไปให้ความอบอุ่นทุกคืน ลองหันมาดูตัวเราเองซิ... ตอนพ่อแม่ป่วย..โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง ถามว่า...ตอนนี้..อาการเป็นยังไง....? พ่อแม่...ยังไม่ทันตอบเลย ฉันมีธุระ งานยุ่ง ต้องไปแล้ว.... โผล่หน้าไปให้เห็น... พอแค่เป็นมารยาท..แล้วก็กลับ.. เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู... เราไม่ได้ไปเพื่อทดแทนพระคุณท่าน........น่าอายไหม.. .? ในหลวง...เสด็จไปประทับกับแม่... ตอนแม่ป่วย....ไปทุกวัน...ไปให้ความอบอุ่น... ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง...นี่คือ...สิ่งที่ในหลว งทำ คราวหนึ่ง...ในหลวงป่วย...สมเด็จย่า...ก็ป่วย.. ไปอยู่ศิริราช..ด้วยกัน..อยู่คนละมุมตึก.. ตอนเช้า..ในหลวงเปิดประตู...แอ๊ด......ออกมา... พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่า ...ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวง..พอเห็นแม่.. รีบออกจากห้อง..มาแย่งพยาบาลเข็นรถ มหาดเล็ก ...กราบทูลว่า ไม่เป็นไร.. ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่า.....แม่ของเรา.... ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น.... เราเข็นเองได้... นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน...เป็นกษัตริย์....ยังมาเ ดินเข็นรถให้แม่ ยังมาป้อนข้าว...ป้อนน้ำให้แม่...ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่....เลี้ยงหัวใจแม่... ยอดเยี่ยมจริง ๆ... เห็นภาพนี้แล้ว.....ซาบซึ้ง..... มาตามดูต่อ.....

    หวังที่ 3. เมื่อถึงยาม...ต้องตาย...วายชีวา... หวังลูกช่วย..ปิดตา.......เมื่อสิ้นใจ... วันนั้น... ในหลวง..เฝ้าสมเด็จย่า อยู๋จนถึงตี 4 ตี 5 เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน... จับมือแม่..กอดแม่...ปรนนิบัติแม่... จนกระทั่ง.."แม่หลับ..." จึงเสด็จกลับ..พอไปถึงวัง... เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า...สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์... ในหลวง..รีบเสด็จกลับไป..ศิริราช... เห็นสมเด็จย่า..นอนหลับตาอยู่บนเตียง…ในหลวงทำยังไงค รับ..ในหลวงตรงเข้าไป....คุกเข่า.... กราบลงที่หน้าอกแม่.... พระพักตร์ในหลวง...ตรงกับหัวใจแม่... "ขอหอมหัวใจแม่...เป็นครั้งสุดท้าย......" ซบหน้านิ่ง....อยู่นาน... แล้วค่อย ๆ...เงยพระพักตร์ขึ้น.... น้ำพระเนตรไหลนอง...... ต่อไปนี้....จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว.... เอามือ...กุมมือแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ ...ทีไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูก...จนได้เป็น กษัตริย์... เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง... ชีวิตลูก...แม่ปั้น... มองเห็นหวี....ปักอยู่ที่ผมแม่.... ในหลวงจับหวี...ค่อย ๆ หวีผมให้แม่... หวี...หวี...หวี.... หวี...ให้แม่สวยที่สุด.... แต่งตัวให้แม่...ให้แม่สวยที่สุด... ในวันสุดท้ายของแม่.... เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์ที่สุด.... เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู... หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว.... กษัตริย์...ยอดกตัญญู
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  5. #5
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile หนังสือพิมพ์และนิตยสารทั้งไทย-เทศ ที่ สมเด็จทรงโปรดเป็นพิเศษ

    หนังสือพิมพ์และนิตยสารทั้งไทย-เทศ ที่ สมเด็จทรงโปรดเป็นพิเศษ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีห้องทรงงานอยู่ใกล้ห ้องพระบรรทม บนชั้น ๘ พระตำหนักจิตรลดาฯ เป็นห้องเล็กๆ ขนาด ๓x๔ เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์อากาศ แผนที่ และอื่นๆ แสดงถึงพื้นที่หมู่บ้าน แม่น้ำ ภูเขา และป่าอย่างละเอียด

    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่มีห้องทรงงานเป็นส่วนพระองค์เหมือนเช่นพระบาทสมเด ็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะโปรดทรงงานในห้องที่พระองค์ท่านประทับ หากประทับตรงไหน ก็จะทรงงานตรงนั้น บางทีก็ทรงงานในห้องบรรทม สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะเหมือนในหลวง ตรงที่เวลาทรงงานเป็นการส่วนพระองค์ ไม่โปรดนั่งเก้าอี้เลย ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตาม แต่จะประทับกับพื้น เพราะทรงวางสิ่งของต่างๆ ได้สะดวก เวลาทรงหาข้อมูลหรือรับสั่งกับผู้เข้าถวายรายงานเป็น การส่วนพระองค์ จะทรงถนัดกว่าประทับบนพระเก้าอี้ เวลาทรงงานโปรดให้มีเสียงเพลงเบาๆ จากเครื่องเล่นด้วย

    เมื่อตื่นบรรทม ทรงโปรดทอดพระเนตรหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทย-เทศทุกฉบับมากกว่า ทรงโปรดนิตยสารทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน ทรงโปรดข่าวความเดือดร้อน การตกทุกข์ได้ยากของพสกนิกรเพื่อหาทางช่วยเหลือขจัดป ัดเป่า ทรงโปรดนวนิยายด้วย นวนิยายนั้น หากทรงมีภารกิจมากจะโปรดให้นางสนองพระโอษฐ์หรือคุณข้ าหลวงอ่านบันทึกใส่เทป แล้วทรงเปิดฟังด้วยพระองค์เอง

    นิตยสารจะทรงอ่านอีกครั้งในเวลาดึกสงัดก่อนเข้าบรรทม เป็นนิตยสารต่างประเทศที่ทรงอ่านประจำ มี ๕ ฉบับ คือ ไทม์ นิวสวีก เอเชียวีก ฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิกรีวิว กับนิตยสารปารีมัชของฝรั่งเศส เวิลด์วอทช์ เป็นนิตยสารออกใหม่ ออกมาจับประเด็นเรื่องลุ่มลึกหลากหลายที่เกิดขึ้นในส ่วนต่างๆ ของโลก

    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยอ่านข่าวสารการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่พระองค์ท่านไม่โปรดอ่านนิตยสารประเภทแฟชั่น ความงาม


    ที่มา : หนังสือใกล้เบื้องพระยุคลบาท โดย...ลัดดา ซุบซิบ
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  6. #6
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัส ใจความว่า

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัส ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัส ใจความว่า

    "ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประ เทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจาก ใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒน าชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดร อดฝั่ง

    ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย ็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า

    ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทย ให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่ง และอำนวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั่วกัน"
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  7. #7

    มาตรฐาน

    เรา/\7 พระเจ้าอยู่หัว

  8. #8
    Senior Member mydog2002's Avatar
    วันที่สมัคร
    Dec 2005
    ข้อความ
    791
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    ขอจงร่วมทำความดีเพื่อพระเจ้าอยู่หัว
    /\2

  9. #9
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile รวมเรื่องเล่าน่ารักๆ ของในหลวง

    เรื่องเล่าเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ได้รับการ Forward Mail ต่อๆกัน หากคุณได้อ่านและสัมผัสกับเรื่องเล่าจากในวัง .... คุณจะรักในหลวงของเรามากยิ่งๆขึ้น

    เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก เมื่อสมเด็จพระเทพฯทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสด และถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า "ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ"
    แม่ค้าตอบว่า " ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ 40 บาท และที่เสด็จไปเสด็จมากิโลละ 80 บาทจ๊ะ"
    เหตุการณ์นี้ ทำให้ข้าราชบริพาลที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสานเมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบ นบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการกราบบังคมทู ล ที่คล่องแคล่วและใช้ ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ด ีนี้ จึงมีคำกราบทูลว่า
    "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่าบัดนี้มีอายุมากจึงเ ลิกรามาทำนาทำสวนพระพุทธเจ้าข้า.."
    มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือ น ก็ทรงตรัสถามว่า " เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว.. "
    พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า "มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว"
    เรื่องนี้ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเรา ะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    เมื่อครั้งท่านพระชนม์มายุ 72 พรรษา มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญา ตนำ พระบรมฉายาลักษณ์ของท่าน มาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า
    "ไปบอกเค้านะเราไม่ใช่มิกกี้เมาส์"

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    มีอยู่ครั้งหนึ่งทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กั บนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุย ทรงโปรดสูบมวนพระโอสถ แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้ ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า "ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า"
    ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆกับอธิการบดี ว่า"เรายังไม่ตายถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก"

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่าในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันด ารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับร าษฎรจนหมดแล้ว แต่ราษฎรผู้หนึ่งกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่ องว่า
    "ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์"
    ในหลวงทรงตรัสว่า "ขอเดชะ พระหมดแล้ว"

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวี(ผิว หน้า)มีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษาคุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหน ังแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์ก็กราบบังคมทูลว่า
    "เอ้อ - ทรง... อ้า-ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ"
    พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า "ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้ยังไง"
    แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้า นอวัยวะร่างกายจริงๆ ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า
    " อ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ"
    เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังก ฤษไป

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    เรื่องนี้รุ่นพี่ที่จุฬาฯเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ปีนึงที่ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข ้องบางประการ ทำให้อ่านขาดตอน ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้ ท่านเลยตรัสกับอธิการไปว่า
    "เมื่อกี้นี้ (ชื่อ....) เค้ารับไปแล้ว"
    และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ ไฟดับไปชั่วขณะ ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทาน อีกครั้ง เพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้า เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนมีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า
    " ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าพลตรีภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคม ทูลรายงาน ฯลฯ "
    เมื่อสิ้นคำกราบบังคมทูลชื่อในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่ างมีพระอารมณ์ดีและไม่ ถือสาว่า " เออ ดี เราชื่อเดียวกัน.."
    ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั ้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านต ามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบ าท แล้วก็เอามือของแกมาจับ พระหัตถ์ของในหลวง แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมายแต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร แต่พวกข้าราชบริภารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิงชราคนน ั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะพระองค์ท รงตรัส! ว่า
    " เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก"

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ 7 โมงเช้า นางสนองพระโอษฐ์ ของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง ทางนางสนองพระโอฐก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า" คนที่แบงค์ "
    นางสนองพระโอฐก้อ งง .....งง ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า แบงค์ก้อยังไม่เปิดนี่หว่า พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า คนที่แบงค์น่ะ ก็ที่แบงค์จริงๆนะ ไม่เชื่อเปิด กระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ อิ อิ ขนลุกเลย

    ---------------------------------------------------------------------------------------

    ที่มา : Forward Mail & ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือเรื่อง ที่สุดในหัวใจ
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  10. #10
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile ปลาร้องไห้

    ตั้งแต่พระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนในเขตพื้นที่พัฒนาพ รุแฆแฆ จ.ปัตตานี มีราชฎรชื่อ นายอูเซ็ง เฝ้ารับเสด็จอยู่ด้วย เมื่อพระองค์เสด็จผ่านจุดที่นายอูเซ็งรอรับเสด็จอยู่ นั้น นายอูเซ็งได้ถวายภาพถ่าย 1 ชุด เป็นภาพถ่ายของปลากะพง ที่เลี้ยงในชังบริเวณแม่น้ำกอตอ ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสายบุรีแม่น้ำทั้งสองจะไหลลงทะ เลบริเวณ ปากน้ำสายบุรี จุดที่เลี้ยงปลากะพงอยู่ใกล้กับปากน้ำ ปลาที่เลี้ยงในกระชังเกือบทั้งหมดตายลอยแพเป็นพันเป็ นหมื่นตัว สาเหตุที่ปลาตายเนื่องจากการปล่อยน้ำเปรี้ยวจากพรูพา เจาะ ไหลผ่านคลองไม้แก่นและคลองกอตอ ผ่านจุดที่เลี้ยงปลากะพงในกระชัง ก่อนจะไหลออกทะเล ทำให้ปลากะพงที่เลี้ยงในกระชังขาดอ๊อกซีเจนตายจำนวนม าก รวมทั้งปลาของนายอูเซ็งด้วย
    นายอูเซ็ง จึงได้บันทึกภาพเหตุการณ์ที่ปลาตายถวายฎีกาต่อพระองค ์ท่านเพื่อให้ทรงช่วยเหลือแก้ไข ขณะที่กำลังกราบทูลพระองค์ท่านถึงสาเหตุที่ปลาตายอยู ่นั้น นายอูเซ็งร้องไห้ไปด้วย (ร้องไห้เสียงดังเหมือนเด็ก) ด้วยพระอารมณ์ขันของพระองค์ท่าน ได้ตรัสด้วยประโยคสั้นๆ ว่า "ปลาร้องไห้ จะต้องหาทางแก้ไข" ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ท่านและได้ยินประโยคที่ท ่านตรัส ต่างก็หัวเราะด้วยอารมณ์ขัน
    ต่อจากนั้นพระองค์ได้เปิดแผนที่เพื่อทอดพระเนตรแม่น้ ำกอตอซึ่งเป็นจุดที่เลี้ยงปลากะพงมาก และเส้นทานที่ปล่อยน้ำเปรี้ยวจากพรุบาเจาะ ลงสู่แม่น้ำสายนี้ ทรงศึกษาหาวิธีการที่จะป้องกันมิให้ปล่อยน้ำเปรี้ยวจ ากพรุบาเจาะลงสู่แม่น้ำสายนี้อีก และได้ทรงมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบวางแผนป้องก ันระยะยาว ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านทำให้ หมู่บ้านปาตาคีมออยู่ร่มเย็นเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปลาจะไม่มีวันร้องให้อีกต่อไปแล้ว

    ที่มา : คุณธีรพจน์ หะยีอาแว
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  11. #11
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Smile Long Live The King

    ทราบไหมว่า ในปีนี้ในหลวงของเราทรงมีพระชนมายุครบ 77 พรรษาแล้ว ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะทรงงานอย่างหนักเพื่อพสกนิกรข องพระองค์ทั่วประเทศ แต่พระองค์ก็ยังทรงดูแข็งแรง ส่วนหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงแข็งแรงอยู่ได้นั้น เนื่องมาจากพระองค์ทรงใช้เวลาว่างที่มีเพียงน้อยนิด ทำงานอดิเรกที่พระองค์ทรงโปรดปรานอยู่เป็นนิจ ทั้งออกกำลังกายและพักผ่อนตามพระราชอิริยาบถในแบบต่า ง ๆ

    สิ่งแรกที่เรารับรู้กันดีมาโดยตลอด ก็คือการทรงดนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของชาวไทยเรานั้น ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาความรู้หลายสาขา ทรงเป็นนักคิด นักค้นคว้า นักวิชาการ นักพัฒนา นักปฎิบัติ ฯลฯ และที่พสกนิกรไทยอย่างเราภูมิใจที่สุด ก็คือ ทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการดนต รีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ซึ่งในพระราชประวัติได้กล่าวไว้ว่า
    "ครั้นเมื่อวันพระราชสมภพครบ 3 พรรษาของพระองค์ท่านในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2473 ทรงได้รับพระราชทานของขวัญจากสมเด็จ
    พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และเมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าเป็นเครื่องดนตรี ก็ทรงโผกอดและจูบสมเด็จย่า ด้วยความดีพระทัย"

    จากนั้นมาเมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเห็นว่าพระราชโอรสสนพระราชหฤทัยดนตรีเป็นอย่างมาก ก็ทรงหาครูมา
    สอนที่พระตำนัก จนกระทั้งพระองค์ทรงดนตรีเป็น

    เมื่อทรงดนตรีได้แล้ว พระองค์ก็ยังสนพระราชหฤทัยในเรื่องหนังสือดนตรี และประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียง และนอกจากนี้พระองค์
    ยังทรงมีแผ่นเสียงเพลงที่บรรเลงโดยนักดนตรีนั้นๆ เพื่อทรงเปรียบเทียบดูว่าใครเล่นเครื่องดนตรีชนิดใดด ีที่สุด

    ต่อมาเมื่อทรงฝึกดนตรีคลาสสิคนานพอสมควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้เริ่มฝึกดนตรีแจ๊สแ ละดนตรีสากลที่ทรง
    มีพระราชหฤทัยโปรด ฝึกโดยทรงเป่าสมทบกับวงดนตรี ทรงเป่าอย่างเสรีสอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่ม ีชื่อเสียงตามสไตล์
    ที่โปรด เช่น การเป่าอัลโตแซกโซโฟน ของ จอห์นี่ ฮอดเจส โซปราโนแซกโซโฟนของ ซิดนีย์ เบเชต์ นักเป่าโซปราโนแซกโซโฟนผู้มีชื่อเสียงของ
    โลก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้รับการย กย่องว่า มีพระปรีชาสามารถในการเป่าโซปราโนแซกโซโฟน
    ได้ดีที่สุดในประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังทรงเครื่องเป่าอื่นๆ อีก อาทิ เทนเนอร์แซกโซโฟน บาริโทนแซกโซโฟน คลาริเนต และทรัมเปต ก็ทรงได้อย่างดี ภายหลัง
    ต่อมา เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงได้ทรงเปียโนเพิ่มขึ้น เพื่อทรงใช้ประกอบการพระราชนิพนธ์เพลงและเพื่อร่วมกั บวงดนตรีเป็นการส่วน
    พระองค์

    อีกสิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงโปรดปรานไม่แพ้ด้านดนตรีก็ คือทางด้านกีฬา

    สำหรับกีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัย ก็มีกีฬาแบดมินตัน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก พระแสงปืน และทรงออกกำลังพระวรกาย
    ด้วยการจอกกิงเป็นประจำ ส่วนด้านกีฬาทางน้ำ ก็ทรงสกีน้ำ และกรรเชียงเรือ ซึ่งเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่ทรงอยู่เกือบวันเว้นวันโ ดยเฉพาะกีฬาเรือใบ
    ทรงโปรดปรานมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ทรงสร้างเรือใบด้วยพระองค์เองในยามว่างจากพ ระราชภารกิจต่างๆ ก่อนที่จะทรงแข่งขันกีฬาเรือใบ

    พระอัจฉริยะภาพทางด้านกีฬาของพระองค์นั้น ขอยกตัวอย่าง อาทิ เรื่องกีฬาเรือใบ ที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเป็นอันมาก
    ด้วยมีเทคนิคและวิธีการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทรงศึกษาค้นคว้าอย่างมีความมุ่งมั่นและอดทน นอกจากเรื่องของเทคนิค วิธีการเล่นแล้ว พระองค์ยังทรง
    ค้นคว้าลึกลงไปจนถึงการต่อเรือที่จะทรงใช้ในการแข่งข ันด้วยพระองค์เอง ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ซึ่งทรงเล่นเรือ
    ใบอยู่ก่อนแล้ว และทรงต่อเรือใบเป็นเข้าร่วมต่อเรือด้วย โดยใช้เรือใบแบบเอนเทอร์ไพรส์ และโอ.เค. มาจากต่างประเทศเป็นแบบ และทั้งที่
    ทรงออกแบบต่อด้วยพระองค์เอง คือแบบที่เรียกว่า "มด" ทั้งซูเปอร์มด และไมโครมด ซึ่งปรากฎว่าเป็นแบบที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของคว าม
    เบาและความเร็วเป็นที่สุด

    นอกจากกีฬาเรือใบแล้ว กีฬาแบดมินตันก็เป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่พระองค์ท่า นทรงมาก่อนหน้าเรือใบ ในยุคต้นๆ ที่กีฬาแบดมินตัน
    เข้ามาสู่ประเทศไทยนั้น คนไทยไม่ค่อยสนใจกันมากนัก เพราะยังไม่รู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยคอยติดตามข่าว
    และเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแข่งขันครั้งสำค ัญๆ อยู่เสมอ และทรงสังเกตวิธีการเล่นของนักแบดมินตันมืออาชีพแต่ล ะคน

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่และเป็นตัวอย่างของนักกีฬา ที่ดี ที่นักกีฬาทั้งหลายและผู้มุ่งหวังจะประสบ
    ผลสำเร็จสุดยอดในการแข่งขันจะได้นำไปเป็นตัวอย่าง ทรงเตรียมพระองค์สู่ความเป็นผู้ชนะเลิศด้วยแนวทางคำส อนแห่งพระพุทธศาสนาอัน
    ประเสริฐ คือ อิทธิบาท 4 อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และพระองค์มักจะพระราชทานพระบรมราโชวาทในแนวนี้แก่นั กกีฬาของประเทศไทย
    ก่อนที่จะเข้าแข่งขันกีฬาในครั้งสำคัญๆอยู่เสมอๆ ทำให้นักกีฬาของประเทศไทยประสบผลสำเร็จตลอดมาจนถึงทุ กวันนี้
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  12. #12
    Junior Member 2 Religion's Avatar
    วันที่สมัคร
    Dec 2005
    ข้อความ
    42
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน มีบุญที่เกิดมาชาตินี้ ( ขอเพิ่มเติมในพระจริยวัตรของพระองค์ )

    พระมหากรุณาธิคุณ ต่อคุณทองแดง-สรรพสัตว์

    เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสระสุวรรณชาด เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2548 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านอีกครั้งโ ดยการพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำสุนัขทรงเลี้ยง "คุณทองแดงและคุณทองหลาง" มาสาธิตการว่ายน้ำแบบธาราบำบัด และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ "คุณเป๊ปซี่" สุนัขทรงเลี้ยงของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ "คุณชาร์โก้" สุนัขทรงเลี้ยงของพระเจ้าหลานพระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ มาร่วมสาธิตการว่ายน้ำแบบธาราบำบัดอีกด้วย

    "สระสุวรรณชาด" เป็นสระว่ายน้ำพระราชทานสำหรับใช้รักษาแบบธาราบำบัดต ามหลักเวชศาสตร์ฟื้นฟูโดยใช้น้ำช่วยพยุงตัวสัตว์ส่งผ ลให้กระดูก กล้ามเนื้อ และข้อต่อเคลื่อนไหวได้เต็มที่อย่างอิสระและสม่ำเสมอ ช่วยบีบนวดกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดการบวมของเนื้อเยื่อ ให้กับสุนัขที่ป่วยด้วยโรคข้อ กระดูก และโรคระบบประสาทซึ่งนอกจากใช้บำบัดรักษาโรคแล้วยังเ ป็นการออกกำลังกายด้วย

    ดร.วิวรรณ ธรรมมงคล จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ บรรยายเรื่อง "พระมหากรุณาธิคุณต่อมวลสรรพสัตว์" ว่า สัตว์ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านแบ่งเป ็น 3 กลุ่ม คือ สัตว์ที่มาอาศัยอยู่ในบริเวณพระราชวัง สัตว์ที่พิการบาดเจ็บจากโรคหรืออุบัติเหตุ และสัตว์ทรงเลี้ยงอย่างสุนัข

    สัตว์ที่เข้ามาอาศัยในบริเวณพระราชวังนั้น มีทั้งที่มาเองตามธรรมชาติ เช่น นกชนิดต่างๆ และสัตว์ที่ข้าราชบริพารนำมาปล่อยไว้อย่างปลา เต่า ส่วนกลุ่มสัตว์ที่พิการบาดเจ็บได้พระราชทานชีวิตใหม่ ให้ก็เช่น "กะลา" ลิงที่มือติดอยู่ในกะลามะพร้าวเมื่อปี 42 พระองค์ก็ทรงนำมาเลี้ยงไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ "กะละมัง" ลิงอีกตัวที่เพชรบุรี ขาถูกมัดเป็นเงื่อนติดกับกะละมัง ก็นำมารักษาจนหายดีแล้วปล่อยคืนสู่ฝูง "สีนวล" สุนัขจรจัดซึ่งถูกรถชนบาดเจ็บเดินไม่ได้ พระองค์ก็โปรดให้นำมารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรฯ และต้องทำล้อให้ใส่เดิน ในที่สุดก็ได้ไปอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล "ลุงมอม" สุนัขเพศผู้และเป็นโรคไตวายเรื้อรังก็อยู่ในพระบรมรา ชานุเคาะห์ เมื่อรักษาหายแล้วก็ไปอยู่ที่พระราชวังไกลกังวลเช่นก ัน รวมถึง "แป้งจี่" และ "หมูตั้ง" ที่ประสบอุบัติเหตุมาด้วย นอกจากนี้ยังมีสุนัขจรจัดอีกมากมายที่ได้รับพระมหากร ุณาธิคุณทรงเลี้ยงไว้ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้ น

    กลุ่มสุดท้ายคือสุนัขทรงเลี้ยงที่มีตั้งแต่พันธุ์ดัล เมเชียล บาเซนจิ เซนต์เบอร์นาร์ด และพันธุ์ผสมกับสุนัขจรจัด รวมแล้วเมื่อปี 2548 มีอยู่ประมาณ 70 กว่าตัว ซึ่งนอกจาก "คุณทองแดง" ก็ยังมีทั้งแม่มะลิ คุณทองหลาง คุณทองกวาว คุณทองแท้ คุณสุดหล่อ และลูกๆ หลานๆ อีก พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์จึงนับว่ามีมากมายอย่างยิ ่งต่อสรรพสัตว์

    จากคุณทองแดง ก็ทำให้เกิดโครงการต่างๆ ขึ้นมามาหลายโครงการเพื่อช่วยเหลือเพื่อนสัตว์ด้วยกั น ที่สำคัญพระองค์ยังทรงเป็นผู้กระตุ้นให้ประชาชนชาวไท ยเห็นความสำคัญของสุนัขสายพันธุ์ไทย พร้อมกับเคยรับสั่งว่า สุนัขจรจัดก็มีความสามารถเทียบเท่ากับสุนัขที่มีสายพ ันธุ์ได้ และยังแข็งแรง ทนต่อทุกสภาพภูมิอากาศ ดูแลง่าย มีนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู ดร.วิวรรณ กล่าว

    ด้าน ร.ต.บุญสิงห์ คุ้มสกุล รองหัวหน้าชุดครูฝึกสุนัขทรงเลี้ยง ให้สัมภาษณ์ถึงคุณทองแดงว่า ขณะอยู่ที่พระราชวังไกลกังวลนั้น ทุกวันเวลา 08.00 จะรับคุณทองแดงไปให้หมอตรวจสุขภาพ จากนั้นก็จะพาว่ายน้ำออกกำลังเป็นกรณีพิเศษ เพราะสุนัขทรงเลี้ยงอื่นจะต้องตื่นตี 5 เพื่อวิ่งออกกำลัง และพาไปอาบน้ำ ทานมื้อกลางวัน เสร็จแล้วจึงพาคุณทองแดงกลับขึ้นพระตำหนักถวายงานพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประมาณบ่ายสอง และกลับลงมาประมาณ 5-6 โมงเย็น ปัจจุบันคุณทองแดงมีสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนคุณทองหลางมีอาการเจ็บที่ข้อสะโพกจึงใช้วิธีธารา บำบัด เมื่อว่ายน้ำอย่างต่อเนื่องทำให้อาการดีขึ้น คุณทองแดงมีอุปนิสัย เรียบร้อย น่ารัก ฉลาด นอบน้อม และไม่ดื้อ ในตอนเย็นจะตามเสด็จฯ ทรงออกกำลังกายภายในตำหนักบ้าง และที่ชายทะเลบ้าง คุณทองแดงจะชอบการวิ่งเก็บของที่โยนให้ตามชายหาดเป็น พิเศษ

    ปัจจุบันมีสุนัขทรงเลี้ยงประมาณกว่า 50 สุนัข และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงจำได้หมดว่าชื่ออ ะไร น้ำหนักเท่าไร หากพระองค์มีพระราชกรณียกิจที่ต้องเสด็จพระราชดำเนิน ไปที่ไหน อย่างที่พระตำหนักจิตรลดา หรือที่ใดก็ตาม คุณทองแดงจะต้องติดตามถวายงานรับใช้ทุกที่ พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได ้ทั้งต่อมนุษย์และสรรพสัตว์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นครูของแผ่นดินด้วย บางครั้งครูฝึกเองก็อ่านใจสุนัขทรงเลี้ยงไม่ออกแต่พร ะองค์ท่านทรงมองออกและได้เสนอแนวทางให้พวกเราได้รับใ ส่เกล้าฯ มาใช้ในการทำงาน
    BLOW IT AWAY !!!




  13. #13
    Junior Member 2 Religion's Avatar
    วันที่สมัคร
    Dec 2005
    ข้อความ
    42
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน

    ด้วยพระเมตตา













    รูป รูป    
    BLOW IT AWAY !!!




  14. #14
    Member ฅนเร่ร่อน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    อายุ
    32
    ข้อความ
    160
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    ขอบคุณคับ :)
    " ในทางที่มืดมน . . . ย่อมมีหนทางสว่าง . . . ในวันที่เลวร้าย . . . ย่อมมีวันที่งดงาม "
    ____________________

  15. #15
    Senior Member Kaidow's Avatar
    วันที่สมัคร
    Dec 2005
    ข้อความ
    503
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 2 ครั้ง ใน 2 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน


    ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ...
    ☻☻ ♂ เราจะเดินทางสู่อนาคตได้อย่างไร หากเราไม่รู้จัก อดีต☻☻

    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★
    ★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★★★★★★☆☆☆☆☆☆☆★★★★★


    Datsun PA10,Sprint 150
    E-mail : kaidow_n@hotmail.com
    http://www.facebook.com/mykaidow


หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 1 2 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

Bookmarks

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •