บางตอนของ"สี่แผ่นดิน"ที่เอ่ยถึงจักรยาน
    
    
    
    
    
พื้นที่โฆษณา      พื้นที่โฆษณา      โรงงานผลิตโฟม eva tel. 083-9999217      พื้นที่โฆษณา
กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

ชื่อกระทู้: บางตอนของ"สี่แผ่นดิน"ที่เอ่ยถึงจักรยาน

  1. #1
    wasant's Avatar
    วันที่สมัคร
    Dec 2005
    สถานที่
    คนบ้ารถถีบ
    ข้อความ
    4,206
    ขอบคุณ
    4
    ได้รับขอบคุณ 139 ครั้ง ใน 94 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    17

    มาตรฐาน บางตอนของ"สี่แผ่นดิน"ที่เอ่ยถึงจักรยาน




    " สี่แผ่นดิน" เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่แต่งโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เนื้อเรื่องจะเอ่ยถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของสยา มในเหตุการณ์ต่างๆ ถือเป็นบันทึกอย่างหนึ่งที่น่าค้นคว้า ในนั้นได้เอ่ยถึงความนิยมจักรยานของคนในรั้วในวังด้ว ย จึงขออนุญาตคัดลอก เนื้อเรื่องบางตอนมาให้อ่านกันครับ


    สี่แผ่นดิน - แผ่นดินที่ ๑ - บทที่ ๑๒ (หน้าที่ ๑)

    พลอยกลับจากบางปะอินมากรุงเทพฯ ด้วยทางเรือ เพราะเสด็จรับสั่งว่า จะได้เห็นแม่น้ำลำคลองเสียบ้าง พลอยจำได้ว่าปีนั้นเป็น ร.ศ. ๑๑๘ และพอกลับมาถึงในวังได้ไม่เท่าไร ก็บังเกิดความตื่นเต้นนิยมขี่จักรยาน หรือเรียกกันในขณะนั้นว่ารถ 'ไบซิเกิ้ล' อยางขนานใหญ่
    เจ้านายข้างในเกือบทุกพระองค์หัดทรงจักรยาน แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหัดอยู่พักหนึ่งที่สวนเต่า แต่แล้ว ก็เลิกไป คงเหลือแต่ข้างในที่ถีบจักรยานกันอยู่แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในระยะใกล้หรือไกล ความนิยมถีบจักรยาน เริ่มจากเจ้านายและคุณจอม แล้วก็เริ่มแพร่หลายไปถึงคนตามตำหนักต่างๆ และความนิยมนั้นก็กลายเป็น การประกวดประขันกันในเรื่อง รถของใครจะดีกว่าของใคร ราคาคันหนึ่งๆในขณะนั้นก็มิใช่ถูก ใครที่มีฐานะดีร่ำรวย ก็ซื้อได้ก่อนและขี่แสดงแก่คนอื่นๆที่ยังไม่มี เรื่องใครถีบจักรยานเป็นหรือยัง และใครซื้อรถใหม่จากไหน ยี่ห้ออะไร เป็นเรื่องที่คุยกันได้ทุกวันไปไม่มีจืด
    ช้อยถีบจักรยานเป็นก่อนคนอื่นๆในตำหนัก เพราะเรื่องการโลดโผนต่างๆ เป็นสิ่งที่ถูกกับนิสัยของช้อย อยู่แล้ว และโดยเหตุที่ช้อยเป็นคนมีพวกพ้องมาก จึงเริ่มหัดด้วยจักรยานยืมจากคนอื่น ช้อยจะหายหน้าไปจาก ตำหนักทุกวัน เย็นๆก็เดินโขยกเขยกกลับมา พร้อมด้วยบาดแผลฟกช้ำดำเขียวในที่ต่างๆ ช้อยหัดอยู่ไม่กี่วัน ก็เป็น และภายในเวลาราวๆสองอาทิตย์ ก็ถีบจักรยานแบบโลดโผนให้พลอยดูได้ เป็นต้นว่าปล่อยมือบ้าง พับขาขึ้นเสียข้างหนึ่งแล้วถีบต่อไปบ้าง ก่อให้เกิดความเลื่อมใส ในความเก่งกาจของช้อยแก่พลอยและบุคคลอื่นๆ ที่ได้เห็นเป็นอันมาก นอกจากคุณสายซึ่งนั่งพยากรณ์ว่า วันหนึ่งช้อยจะต้องช้ำในตายหรือคอหักตาย หรือตายลักษณะไม่เป็นมงคลต่างๆ
    วันหนึ่งเสด็จตัดสินพระทัยจะทรงหัดจักรยาน และวันนั้นเป็นวันที่ช้อยพิสูจน์ให้คุณสายเห็นว่า ความเก่งกาจ โลดโผนต่างๆนั้น บางครั้งก็มีประโยชน์มากเหมือนกัน เพราะเสด็จรับสั่งถามหาตัวคนถีบจักรยานเป็น ปรากฏว่า ช้อยถีบเป็นอยู่คนเดียวทั้งตำหนัก ช้อยจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้หัดถีบจักรยานถวายเสด็จ มีหน้ามีตาขึ้นมากมาย และเมื่อเสด็จทรงถีบเป็นแล้ว ช้อยก็ได้ประทานจักรยานใหม่เอี่ยมคันหนึ่งเป็นรางวัล ทำให้ช้อยดีใจมากกว่า ครั้งใดๆที่พลอยได้เคยเห็น
    เมื่อเสด็จเริ่มทรงจักรยาน พลอยก็รู้ตัวว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องถีบจักรยาน บ้าง ขณะนั้นเจ้านายก็เริ่ม ทรงจักรยานออกจากวังไปสวนดุสิต ข้าหลวงตามเสด็จก็ควรจะต้องถีบจักรยานเป็น เมื่อรู้ว่าเป็นหน้าที่พลอยก็เลิก กลัวเลิกอาย ตั้งหน้าบากบั่นหัดถีบจักรยานกับเขาบ้าง ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายวันและได้บาดแผลหลายแห่ง จนนางพิศผู้มีหน้าที่ฝนไพลไว้ให้ทาทุกคืนนั้น ต้องบ่นปลงอนิจจังอยู่ซ้ำซาก แต่พลอยก็หัดจักรยานไปจนเป็น ถึงจะแสดงท่าทางโลดโผนพลิกแพลงอย่างช้อยไม่ได้ ก็นับว่าถีบใช้การได้ทีเดียว
    พอถีบจักรยานเป็น ความตื่นเต้นเรื่องรถก็เข้ามาจับหัวใจ พลอยเฝ้าแต่ใฝ่ฝันอยากได้รถจักรยาน เป็นของตัวเอง ได้เชิดหน้าชูตากับเขาสักคันหนึ่ง ใครจะพูดกันถึงเรื่องรถยี่ห้อไหนดีไม่ดี พลอยก็เที่ยวสนใจฟัง แล้วจดจำไว้ได้ทั้งสิ้น ผู้ที่พวกพ้องทางบ้านเขามีฐานะดี เขาก็สั่งออกไปทางบ้าน ส่งจักรยานเข้ามาอวดกันได้ ทีละคันสองคัน ทำให้พลอยต้องมองดูเขาอย่างตาละห้อย เพราะถึงแม้ว่าตนจะถีบจักรยานเป็น ก็ยังต้องอาศัยรถ คนอื่นเขาถีบอยู่นั่นเอง ส่วนมากก็เป็นรถของช้อยที่เสด็จประทาน แต่ถึงแม้ช้อยจะมิได้หวงห้าม พลอยก็ยังไม่พอใจ เพราะเมื่อพลอยต้องใช้รถของช้อย เวลาถีบไปไหนมาไหน ก็ไปได้แต่คนเดียว ถ้าพลอยมีรถ ของตัวอีกสักคัน ก็จะถีบไปด้วยกันได้สะดวก
    วันหนึ่งพลอยพบพ่อเพิ่มที่ประตูวัง อย่างที่ได้พบกันเป็นครั้งคราวตามปกติ ขณะที่พ่อเพิ่มพูดถึงเจ้าคุณพ่อ พ่อเพิ่มก็พูดออกมาว่า
    "เมื่อวานซืนนี้ ท่านยังบ่นถึงแม่พลอยกับฉันเลย ท่านว่าท่านคิดถึงแม่พลอยอีกแล้ว ครั้นจะมารับไปบ้าน บ่อยๆก็กลัวเสด็จท่านจะกริ้ว แต่ท่านสั่งฉันให้มาบอกแม่พลอยว่า ถ้าขาดเหลืออยากได้อะไร ให้แม่พลอยสั่งฉันไป ถึงท่านๆจะได้หาส่งเข้ามาให้"
    "จริงๆหรือพ่อเพิ่ม" พลอยดีใจวูบขึ้นมาทันที
    "จริงซีน่า ฉันจะมาหลอกแม่พลอยทำไม"
    พลอยได้ยินพ่อเพิ่มพูดก็นิ่งอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ใจนั้นอยากจะสั่งพ่อเพิ่มออกไปถึงเจ้าคุณพ่อ ว่าพลอยอยาก ได้จักรยานสักคันหนึ่ง แต่มาคิดดูอีกทีก็เห็นว่ามากไป ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว พลอยก็ยังไม่เคยขออะไรจาก เจ้าคุณพ่อเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่จะขอจักรยานซึ่งเป็นของโอ่อ่า พลอยก็เกรงเป็นที่สุด คิดอยู่นานไม่ตกจน พ่อเพิ่มเดาใจออกถามว่า
    "แม่พลอยอยากได้อะไรรึ"
    "ฉันอยากได้..." พลอยพูดแล้วก็หยุด จะออกปากก็เกรงใจ แต่ในที่สุดก็หลุดปากออกมาว่า
    "ฉันอยากได้รถถีบสักคันหนึ่ง พอให้มีหน้ามีตากับเขาบ้าง ที่ในนี้ใครๆเขาก็สั่งมาจากบ้านกันทั้งนั้น แต่พ่อเพิ่มไม่ต้องบอกท่านก็ได้ ฉันนึกขึ้นมาแล้วก็ไม่กล้ากลัวท่านว่าเอา"
    พ่อเพิ่มหัวเราะหึๆ แล้วก็พูดว่า "แม่พลอยรอดูไปก่อนก็แล้วกัน"
    เมื่อได้พบกับพ่อเพิ่ม และได้รับคำสั่งว่าให้รอดูไปก่อนแล้ว พลอยก็กลับเข้ามาใจเต้น คอยฟังผลอยู่ อีกหลายวัน ใจจริงนั้นไม่เคยนึกฝัน ว่าจะได้รถตามที่ได้สั่งออกไป เพราะพลอยก็รู้ตัวว่าการที่ขอไปเช่นนั้น เป็นการขอของที่มากเกินการ เกินความจำเป็น เจ้าคุณพ่อจะว่าอย่างไรบ้างก็เดาไม่ถูก และในที่สุดพ่อเพิ่มอาจพูด เฉยๆ โดยไม่มีความหมาย และคงจะไม่ไปบอกเจ้าคุณพ่อตามที่พลอยสั่งไป เพราะเท่าที่พลอยทราบ พ่อเพิ่มก็มิได้อยู่ในฐานะที่จะพูดจากกับเจ้าคุณพ่อไ ด้ใกล้ชิด แต่ก็เป็นธรรมดาของคนเรา เมื่อปรารถนาสิ่งใดมากๆ ถึงแม้จะรู้ว่าไม่มีหนทางจะได้ ก็ยังคงมีหวังว่าจะได้เหลืออยู่นิดหนึ่งเสมอ ความปรารถนาอันแรงกล้านั้น ก่อให้เกิด ความหวัง และความหวังนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความปรารถนานั้นเอง ให้คงมีอยู่ต่อไป
    ด้วยเหตุดังกล่าวพลอยจึงไม่แปลกใจ เมื่อนางพิศกลับมาจากซื้อของที่หน้าประตูวังวันหนึ่ง แล้วก็รีบกระหืด กระหอบมาบอกพลอยว่า พ่อเพิ่มสั่งเข้ามาว่าให้ออกไปพบให้ได้
    "ไปพบเมื่อไรพิศ" พลอยถามด้วยความตื่นเต้นระคนกับความแปลกใจ
    "ไปเดี๋ยวนี้แหละคุณพลอย คุณเพิ่มเธอบอกว่าจะรีบไปกระทรวง" นางพิศตอบ
    พลอยกำลังจะออกเดินจากตำหนักก็พบช้อยเข้าพอดี จึงชวนช้อยไปเป็นเพื่อน ซึ่งช้อยก็ตกลงอย่างดีใจ เพราะใจนั้นก็อยากจะได้ไปไหนมาไหนอยู่แล้ว พอทั้งสองคนก้าวพ้นธรณีประตูวังออกไปข้างนอก พลอยก็ใจเต้น แรง ความดีใจพลุ่งขึ้นมาวูบใหญ่ แทบจะตบมือเต้นแร้งเต้นกา อย่างเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ เพราะพ่อเพิ่มยืนยิ้มคอยอยู่ ใกล้ๆประตู และข้างๆตัวมีรถถีบใหม่เอี่ยมคันหนึ่ง
    พลอยเบิกตาโตรีบเดินเข้าไปหาพ่อเพิ่ม และพอถึงตัวเข้าก็เข้าลูบคลำรถถีบทันที รถคันนั้นเป็นรถอย่างดี มีราคาแพงขนาดเจ้านายทรง ตรงกับที่พลอยอยากได้ ใฝ่ฝันอยู่ทุกวันนั้นทีเดียว พลอยดีใจจนพูดไม่ออก มือลูบคลำจักรยานอยู่ไปมา เจ้าคุณพ่อช่างใจดีอะไรเช่นนี้ พลอยนึกอยู่ในใจ จะสั่งพ่อเพิ่มให้ไปกราบเท้าท่าน สักเท่าไรก็ไม่สาสมกับที่พลอยรู้สึกดีใจขอบใจและรักท ่าน ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่พลอยอยากได้อะไรแล ้ว ได้เต็มตามความปรารถนาทุกอย่าง โดยไม่ต้องเสียเวลาคอยกี่วัน และรถคันนี้เป็นรถชั้นดี ไม่มีที่ติเลย
    "แหม ! รถใครนี่ดีจริง !" ช้อยอุทานขึ้น "พ่อเพิ่มไปได้จากไหนมา จะเอาไปไหน"
    "รถของแม่พลอยเขา" พ่อเพิ่มตอบอย่างภูมิใจ "ฉันเอามาส่งให้เขาอีกทีหนึ่ง" ว่าแล้วพ่อเพิ่มก็มองหน้า น้องสาวแล้วยิ้มละไม เหมือนกับว่าได้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จ ไปอย่างน่าชมเชย
    "โอ๊ย ! ดีจริง" ช้อยร้องขึ้นดังๆ "ไหนขอฉันดูทีหรือพลอย" แล้วช้อยก็โดดเข้าลูบคลำรถอย่างดีใจ ปากก็สรรเสริญความดีของรถอยู่ไม่หยุดปาก
    "ดีกว่าคันที่เสด็จประทานฉันเป็นกอง" ช้อยพูดละล่ำละลักต่อไป "นี่แหละที่เขาเรียกว่ารถเยอรมัน ดีนักทีเดียว ไม่มีใครมีกี่คันหรอกพลอย เราได้ขี่ละก็เป็นถึงลือทีเดียวคราวนี้ แล้วพลอยให้ฉันขี่บ้างนะ อย่าลืมนะ"
    "ได้ซีช้อย" พลอยตอบแล้วก็หัวเราะ "เมื่อไรก็ได้ ของฉันก็เหมือนของช้อยเหมือนกัน"
    "ตายจริง ฉันอยากลองเต็มทีแล้ว จะลองตรงนี้ก็คนมากนัก ใครเห็นเข้าเขาจะว่าได้ รีบกลับเข้าข้างในกันเถิด เดี๋ยวฉันจะถีบให้เต็มรักทีเดียว" ช้อยพูดตัดบทเหมือนอย่างกับว่า จะไล่พ่อเพิ่มให้รีบกลับไปเสียเร็วๆ
    "พ่อเพิ่ม" พลอยพูดอย่างเต็มตื้นหัวใจ "พ่อเพิ่มช่วยกราบเจ้าคุณพ่อให้ฉันด้วย กราบที่ฝ่าเท้าท่านให้เต็มรัก เทียวนะพ่อเพิ่ม แล้วเรียนท่านด้วยว่าฉันดีใจเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวฉันยังไม่เคยดีใจอะไรเท่าคราวนี ้เลย !"
    พ่อเพิ่มมองหน้าพลอยแล้วก็หัวเราะหึๆ พูดว่า
    "แม่พลอย เจ้าคุณพ่อท่านไม่รู้เรื่องหรอก ฉันไม่ได้บอกท่านเลย แต่แม่พลอยเอารถคันนี้ไปไว้ขี่เล่น ก็แล้วกัน"
    "ตายจริงพ่อเพิ่ม !" พลอยร้องอย่างไม่เข้าใจ "แล้วรถคันนี้ พ่อเพิ่มไปเอามาจากไหนล่ะ"
    "จากไหนก็ช่างเถอะน่า" พ่อเพิ่มตอบอย่างใจเย็น "ได้มาแล้วแม่พลอยเอาไปก็แล้วกัน"
    "ไม่ได้หรอกพ่อเพิ่ม" พลอยพูดเสียงแข็ง "ฉันต้องรู้เสียก่อนว่ารถนี่มาจากไหน ไม่ยังงั้นฉันไม่เอา"
    "ก็นึกเสียว่าฉันให้ก็แล้วกันแม่พลอย" พ่อเพิ่มพูดแล้วหลบสายตา
    "โอ้โฮ" ช้อยร้องลั่น "พ่อเพิ่มนี่เศรษฐีจริงแฮะ ซื้อรถแจกน้องสาวคันขนาดนี้เทียวรึนี่ ทำไมไม่เอามาเผื่อฉัน อีกสักคันหนึ่งละ"
    "อ้าว ! ฉันไม่รู้นี่ว่าแม่ช้อยอยากได้ ถ้ารู้ก็จะได้เอาติดมือมาด้วย" พ่อเพิ่มหาทางออกโดยพูดเล่นเสียกับช้อย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาพลอย
    "เดี๋ยวก่อนพ่อเพิ่ม" พลอยไม่ยอมพูดเล่นด้วย "รถขนาดนี้ไม่ใช่ถูก พ่อเพิ่มจะไปเอาที่ไหนมาให้ฉันได้ พ่อเพิ่มอย่าพูดเล่นไป บอกฉันเสียตรงๆดีกว่า"
    พ่อเพิ่มอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดว่า
    "เฮ้อ ! ผู้หญิงนี่ช่างยุ่งเสียจริงๆ เรื่องเล็กนิดเดียวก็เห็นเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ เอ้า ! อยากรู้ฉันก็จะบอกให้ วันที่แม่พลอยบอกฉันว่าอยากได้รถถีบ นั่นแหละ บังเอิญฉันไปพบเพื่อนฉันคนหนึ่ง ทางบ้านเขาสั่งรถถีบมาขาย ฉันคุยกับเขาว่าน้องสาวฉันอยากได้ เขาก็เลยบอกให้ฉันคันหนึ่ง ก็รถคันนี้แหละ เอาไปเถิดแม่พลอย ฉันให้เอง ไม่ใช่คนอื่น"
    "แล้วเพื่อนคนนั้นชื่อพ่อเปรมใช่ไหมล่ะพ่อเพิ่ม" ช้อยถามขึ้นมาทันควัน
    พ่อเพิ่มเมินหน้าไปทางอื่น แล้วก็ถอนใจใหญ่ไม่ยอมตอบ พลอยสะดุ้งใจขึ้นมาทันที ถามพ่อเพิ่มด้วยเสียง ที่เกือบจะเป็นตวาดว่า
    "ใช่ไหมพ่อเพิ่ม"
    "จะรู้ไปทำไมก็ไม่รู้" พ่อเพิ่มบ่น "เอ้า ! อยากรู้ก็จะบอกให้ ก็พ่อเปรมน่ะแหละ ที่เขาสั่งให้ฉันเอารถมาให้ แม่พลอย แต่เขาว่าถ้าแม่พลอยถามก็อยากบอกว่าใครให้ แล้วก็มารุมกันซักจนฉันต้องบอกออกมาจนได้"
    พลอยคว้าข้อมือช้อยหันหลังเดินเข้าวังทันที ทิ้งให้พ่อเพิ่มยืนถือจักรยานอยู่ที่หน้าประตู แต่คนเดียว
    พลอยเดินกลับตำหนักโดยไม่พูดจาว่ากระไร ในใจนั้นนึกเคืองพ่อเพิ่มเสียเป็นที่สุดแล้ว แทบจะตัดพี่ตัดน้อง กันแต่ครั้งนี้เป็นต้นไป พ่อเพิ่มอาศัยพลอยเป็นสะพาน ที่จะผูกมิตรกับคุณเปรม และคุณเปรมก็อาศัยพ่อเพิ่ม เป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงตัวพลอย ป่านนี้จะมินึกไปแล้วหรือว่า พลอยก็คงเหมือนกับพ่อเพิ่ม ยินดีจะรับข้าวของที่ เงินซื้อได้ และในที่สุดถ้าจะเอาเงินมาซื้อตัวคน ก็คงจะได้เช่นเดียวกัน พลอยไม่เคยรับของจากคนที่ไม่รู้จัก และยิ่งเป็นของที่มีราคาก็ยิ่งไม่ยอมรับ แม้แต่จากคนที่รู้จักคุ้นเคย นอกจากคนนั้นจะเป็นเจ้าคุณพ่อ ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้า หรือเป็นเสด็จผู้มีพระคุณยิ่งกว่าบิดามารดาบังเกิดเก ล้า ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้รถถีบเมื่อกี้ กลายเป็นความโมโห ที่พี่ชายของตนเป็นคนมักง่าย ความอยากได้รถถีบที่มีมานานเหือดหายไปทันที ถ้าความอยากได้จะเป็นเหตุให้พลอย ต้องโกรธต้องอับอายอย่างวันนี้ พลอยก็จะต้องระงับมิให้อยากได้อะไร อีกต่อไป
    ช้อยวิ่งบ้างเดินบ้าง เพื่อให้ทันพลอยซึ่งสาวเท้าเดินอย่างเร็ว ไม่มองอะไรทั้งสิ้น ระหว่างที่เดินมาด้วยกัน ช้อยก็พูดว่า
    "โกรธมากหรือพลอย"
    "โกรธซี" พลอยพูดห้วนๆ "ใครบ้างจะไม่โกรธ"
    "ฉันก็เห็นใจหรอก แต่อย่าไปถือสาพ่อเพิ่มแกเลย แกเจตนาดี แกก็ทำไปอย่างนั้นเอง"
    "ไม่ถือไม่ได้หรอกช้อย พ่อเพิ่มจะทำอะไรไป เรื่องตัวของพ่อเพิ่มเองฉันก็ไม่ว่า แต่อย่ามาเอาฉันไปเกี่ยว ข้องด้วย มีอย่างรึไปเอารถถีบของใครเขามาให้ฉันทั้งคัน ฉันรับไว้เขาคงดูถูกฉันว่ามักได้"
    "ก็พ่อเพิ่มแกว่าเขาให้แกต่างหาก แล้วแกก็เอามาให้แม่พลอยอีกทีหนึ่ง ฉันไม่เห็นจะแปลกอะไร ถ้าเป็นฉันๆ เอาไว้เสียเลย แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ ใครอยากทำเป็นเศรษฐีแจกรถถีบเปล่าๆ ก็ช่างใครปะไร" ช้อยพูดอย่างขบขัน
    "ช้อยละก็ดีแต่พูด" พลอยหันไปต่อว่า "ถ้าเป็นตัวโดนเขาอย่างนี้ ก็จะโมโหโทโส เอะอะยิ่งกว่าฉันไปอีก"
    "ก็เห็นจะจริง" ช้อยยอมรับ "ใครมาอวดดีกับฉันอย่างนั้น ฉันด่าตายไปเลยทีเดียว แต่อย่าไปคิดมากไปเลย พลอย ไปเก็บเอามาโกรธก็ไม่มบายใจไปเปล่าๆ พลอยโกรธฉันก็เลยไม่สบายใจไปด้วย" พลอยนิ่งไม่ตอบ เดินเฉย กลับมาจนถึงตำหนัก และตั้งแต่นั้นมาก็หายเห่อจักรยาน ถึงช้อยจะชวนให้ใช้รถของตนบ่อยๆ พลอยก็ทำเฉยๆ เนือยๆเสีย และจะเป็นเพราะช้อยรำคาญ หรืออยากให้พลอยได้รถถีบตามความปรารถนา หรืออะไรก็ตาม วันหนึ่ง ขณะที่พลอยและช้อยเฝ้าเสด็จอยู่บนตำหนัก ช้อยก็ถือโอกาสทูลเอาตรงๆว่า
    "เสด็จมังคะ หมู่นี้แม่พลอยเขาไม่ค่อยสบายมังคะ กินไม่ได้นอนไม่หลับ"
    "หา ! ใครไม่สบาย นางพลอยหรือ เป็นอะไรไป" เสด็จเหลียวพระพักตร์มาทางพลอย
    "เปล่ามังคะ" พลอยทูลอย่างตกตะลึง ไม่รู้ว่าช้อยไปเอาอะไรมาพูด
    "จริงๆ นะมังคะ" ช้อยทูลขึ้นอีก โดยไม่หันมามองดูพลอย "ถ้าเสด็จไม่โปรด ก็เห็นจะแย่เสียคราวนี้เอง"
    "แล้วจะให้ข้าโปรดยังไง" เสด็จถามพลางทรงพระสรวล เดี๋ยวนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า ช้อยอยู่ในฐานะ ทูลอะไรก็ทูลได้ ไม่ทรงถืออะไรอีกต่อไป ท้งนี้เพราะความกล้าของช้อย ที่ไม่มีใครข่มลง
    "ถ้าจะโปรดก็ต้องประทานรถถีบให้สักคันซีมังคะ" ช้อยทูลหน้าตาเฉย ส่วนพลอยนั้นแทบจะแทรกพื้น ตำหนักไปด้วยความเกรง
    "อยากได้รถหรือพลอย" เสด็จรับสั่งถาม ฝ่ายพลอยก็หมดปัญญาที่จะทูลว่าอย่างไร ได้แต่ลงกราบ
    "อ้าว ! ดูซียังไม่ทันบอกให้เลย ลงกราบรับเอาไปเสียแล้ว นางพวกเหล่านี้ มันจะปอกลอกข้าให้หมดตัว ให้ได้"
    เสียงที่เสด็จรับสั่งบอกให้พลอยรู้ว่าเสด็จไม่กริ้ว และทำให้พลอยนึกดีใจว่า กำลังจะได้ประทานรถจักรยาน จริงๆ
    "นางพลอยก็อวดดีเสียเหลือเกิน" เสด็จรับสั่งต่อไป "อยากได้อะไรจะออกปากเองก็ไม่มี ต้องมีนางช้อย เป็นนายหน้า นางช้อยก็กำเริบ พอข้าให้รถเข้าคันหนึ่ง ก็จะเอาให้นางพลอยอีกคัน อีกหน่อยข้ามิต้องซื้อแจก ทุกคนหรือ"
    เสด็จนิ่ง ทอดพระเนตรมายังพลอยอย่างทรงพระเมตตาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รับสั่งว่า
    "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนางพลอย เอารถของข้าไปถีบได้ ข้าเองถีบไปถีบมา เห่อตามเขาไปหน่อยหนึ่ง เดี๋ยวนี้ชักเบื่อแล้ว พลอยรับช่วงเอาไปก็แล้วกัน ข้ายกให้"
    พลอยลงกราบเสด็จอีกทีหนึ่ง ใจเต้นแทบจะกระโดดออกมาข้างนอก ด้วยความดีใจ เพราะเสด็จทรง พระเมตตาอย่างไม่ได้นึกฝัน อีกใจหนึ่งก็ขอบใจช้อยสุดที่จะประมาณ เมื่อลงมาจากชั้นบนตำหนักตอนกลางวัน ช้อยก็คุยโตขึ้นว่า
    "ฉันว่าแล้วไหมล่ะ เรื่องอย่างนี้มันต้องนางช้อยถึงจะทำได้ ที่นี้เราจะได้ถีบรถกันสองคน ให้เปรมปรีดิ์ไปเลย ทีเดียว"













    รูป รูป  
    สอบถามได้ที่ 08-1234-6980 วสันต์
    ธนาคารกรุงเทพฯ สะสมทรัพย์ สาขาเซ็นทรัลเวิร์ล ชื่อบัญชี วสันต์ เกิดศิลป์ หมายเลขบัญชี 879-000-5162
    คนบ้ารถถีบ วสันต์ เกิดศิลป์ http://www.facebook.com/#!/profile.p...00001558849888

กระทู้ที่คล้ายกัน

  1. SALE..! van mooneye """"""""""""""""""""""""""""""""""""""&
    By TUM_GROUP in forum แฟชั่น, Pre-order, ของเล่น, อื่นๆ
    คำตอบ: 4
    ข้อความล่าสุด: 22-11-2009, 10:04
  2. คำตอบ: 24
    ข้อความล่าสุด: 27-06-2009, 14:11

Bookmarks

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •