Mazda: 90 ปีแห่งความสำเร็จ
    
    
    
    
    
ร้านปัดฝุ่นมอเตอร์ไซค์โบราณ จำหน่าย Honda C70-C100 เครื่องเดิม-เครื่องดรีม ดรีมคุรุสภา Jx100 ติดต่อ 081-412-7470      PROFILE INTERIOR STUDIO รับออกแบบบ้านและออกแบบตกแต่งภายในบ้าน โทร.02-926-8939,081-482-1244      โรงงานผลิตโฟม eva tel. 083-9999217      ร้านโบราณคลาสสิค ขายรถโบราณคลาสสิค c70 c100
กำลังแสดงผล 1 ถึง 12 จากทั้งหมด 12

ชื่อกระทู้: Mazda: 90 ปีแห่งความสำเร็จ

  1. #1
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน Mazda: 90 ปีแห่งความสำเร็จ




    อาคารสำนักงานใหญ่ของมาสด้าที่เมืองฮิโรชิม่า

    2010 ไม่ได้เป็นปีที่สำคัญสำหรับอัลฟาเท่านั้น แต่ยังถือเป็นปีที่มีความสำคัญกับมาสด้าด้วยเช่นกันเ พราะว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายนี้ได้เดินทางมาฝ่าฟั นวิกฤตต่างๆ มาจนครบรอบ 90 ปีของการก่อตั้งบริษัทแล้ว

    คนที่ติดตามประวัติและความเป็นมาของบริษัทแห่งนี้คงท ราบดีว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทแห่งนี้ไม่ได้มาจากชื่อมาสด้า แต่เกิดจากบริษัท โตโย คอร์ก โคเกียว จำกัด ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาในปี 1920 ที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น และบริษัทแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นโตโย โคเกียวในปี 1927 โดยบริษัทเน้นไปที่การผลิตเครื่องมือเครื่องจักรสำหร ับใช้อุตสาหกรรมหนัก ก่อนที่จะเริ่มหันมาสนใจในอุตสาหกรรมรถยนต์ในเวลาต่อ มา

    ปี 1931 โตโย โคเกียวเปิดตัวยานยนต์รุ่นแรกออกมาโดยใช้ชื่อมาสด้า-โก ซึ่งเป็นปิกอัพแบบ 3 ล้อ และมีส่งออกไปขายในตลาดจีนเมื่อปี 1932 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของบริษัท ยังไม่ได้เน้นไปที่การผลิตยานยนต์เป็นหลัก แต่ทว่ายังมีการผลิตเครื่องจักรหนักควบคู่ไปด้วย เช่น เครื่องเจาะหินที่ทางโตโย โคเกียวผลิตออกมาในปี 1935


    จากจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ มาสด้าทำตลาดในช่วงแรกกับปิกอัพแบบสามล้อที่มีการส่ง เข้าไปขายในประเทศจีนด้วย

    เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกับผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ในช่วงนั้นซึ่งจะต้อง แปรเปลี่ยนบทบาทมาผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ส่งให้กับกองทั พ ซึ่งทางโตโย โคเกียวผลิตปืนไรเฟิลในตระกูล 30-35 ซีรีส์ และในช่วงก่อนที่สงครามโลกจะยุติลง โรงงานของโตโย โคเกียวก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากระเบิดปรมาณู ซึ่งถูกทิ้งลงมาที่เมืองฮิโรชิมา และทำให้โรงงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูกิจการและก่อสร้างใหม่ จนกระทั่งบริษัทสามารถผลิตยานยนต์ออกขายได้อีกครั้ง และมีการส่งออกปิกอัพแบบ 3 ล้อออกไปขายในประเทศอินเดียเมื่อปี 1949 และมีการผลิตปิกอัพแบบ 4 ล้อในชื่อ Romper เมื่อปี 1958

    ชื่อนี้มีที่มา

    ชื่อรถยนต์ของมาสด้ามาจากคำว่า อะฮูระ มาสด้า ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งอารยะธรรมยุคดั้งเดิมแห่ง ดินแดนเอเชียตะวันตก อะฮูระ มาสด้า ถือเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญา ความฉลาดเฉลียว และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นเดียวกับที่เป็นสัญลักษณ์ของต้นกำเนิดอารยะธรรมตะวันออกและตะวันตก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมการผลิตรถยนต์อี กด้วย คำดังกล่าวยังสื่อถึงความสงบสุขของมวลมนุษยชาติและกา รพัฒนาอุตสาหกรรมการ ผลิตรถยนต์ของโลก อีกทั้งยังพ้องเสียงกับชื่อของมร.จูจิโร่ มัทซึด้า ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทมาสด้าอีกด้วย


    แคโรล 306 รถยนต์นั่งแบบ 4 ประตูรุ่นแรกของมาสด้าที่เปิดตัวออกมาในปี 1962

    เริ่มต้นยุคยานยนต์ในปี 1960

    แม้จะมีประสบการณ์ในการผลิตยานยนต์มาตั้งแต่ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ทว่ามาสด้าเพิ่งจะเริ่มรุกตลาดรถยนต์นั่งอย่างเป็ นเรื่องเป็นราวเมื่อปี 1960 กับรุ่น R360 ซึ่งมากับตัวถังคูเป้ 2 ประตู 2 ที่นั่ง เครื่องยนต์วางด้านท้าย และตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 380 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

    มาสด้าเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบในการพัฒนาเทคโนโลยียา นยนต์ และในอีก 1 ปีต่อมาพวกเขาก็เซ็นสัญญาความร่วมมือกับทาง NSU และ Wankel ในการสนับสนุนการพัฒนาเครื่องยนต์โรตารี่ ก่อนที่จะเปิดตัวปิกอัพขนาดกลางในชื่อ B1500 Series ออกมาในปีเดียวกัน

    1962 มาสด้าเปิดตลาดเก๋ง 4 ประตูเป็นครั้งแรกด้วยรุ่นแคโรล (Carol) หรือ P360/P600 พร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ OHV 586 ซีซี พร้อมกับมีการตั้งไลน์ผลิตในประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้ งแรกในปีนี้ ก่อนที่ในปีต่อมา มาสด้าจะขยายไลน์ผลิตของตัวเองออกไปยังแอฟริกาใต้ และสามารถทำยอดการผลิตยานยนต์ทุกแบบครบ 1 ล้านคันแรก


    สานต่อความแรงของพลังโรตารี่จากรุ่นลูเช่กับสายพันธุ ์แรกของ RX-7 ที่เปิดตัวในปี 1978

    ช่วงปี 1963-1966 มาสด้าเปิดตัวผลผลิตใหม่ออกสู่ตลาดหลายรุ่น เช่น Familia Van (1963), E2000 (1964), Familia 800/1000 (1964) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสายพันธุ์รถยนต์คอมแพ็กต์ Familia หรือ 323, Proceed (1965) ตามด้วย Bongo รถตู้ขนาดเล็กและ Luce ซีดานขนาดกลางในปี 1966 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่โรงงานผลิตรถยนต์นั่งแห่งแรกใน Ujina เมืองฮิโรชิมาเสร็จสิ้นการก่อสร้าง

    มาสด้ากับการรุกตลาดรถยนต์ต่างแดนที่มีขนาดใหญ่และคว ามสำคัญเกิดขึ้นในปี 1967 เมื่อมีการส่งรถยนต์ออกไปขายในยุโรปเป็นครั้งแรก พร้อมกับตั้งเครือข่ายจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย รวมถึงการเปิดตัวรถสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่รุ่นแรกข องตัวเองในชื่อ Cosmo Sports (110S) ออกมา



    มาสด้า แฟมิเลีย หรือ 323 เจนเนอเรชันที่ 5 กลายเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรกที่รับรางวัล Car of the year ของญี่ปุ่นเมื่อปี 1980

    Cosmo Sports 110S ทำตลาดในช่วงปี 1967-1972 เป็นสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่แบบ 2 โรเตอร์ 982 ซีซี 110 แรงม้า ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นโรตารี่รุ่นที่ 2 ซึ่งมีการผลิตกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 128 แรงม้า โดยเริ่มผลิตขายในปี 1968 ไปจนถึงปี 1972 โดยในปี 1969 มาสด้าเริ่มส่งสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่รุ่นนี้ไปขาย ในตลาดนอกญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

    เข้าสู่ปี 1970 มาสด้าฉลองยอดการผลิตครบ 1 ล้านคันให้กับรถยนต์รุ่น Familia พร้อมกับเปิดตัวรุ่น Capella หรือ RX-2 และเริ่มมีการส่งรถยนต์เข้าไปบุกตลาดสหรัฐอเมริกาอย่ างเป็นทางการด้วยการก่อตั้ง Mazda Motor of America (MMA) ขึ้นมา และปราบความสำเร็จอย่างมากในการเจาะตลาดจนถึงขั้นมีก ารผลิตปิกอัพเครื่องยนต์โรตารี่ หรือ REPU Rotary Engine Pick-Up ออกมาขายเพื่อลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะในระหว่างปี 1974-1977 และมีการผลิตออกมาประมาณ 15,000 คัน

    แม้น้ำมันแพง แต่มาสด้าก็ยังเดินหน้าลุยโรตารี่

    ในปี 1972 มาสด้าฉลองการผลิตรถยนต์ครบ 5 ล้านคันและในปีต่อมาเริ่มบุกตลาดเยอรมันตะวันตก (ในขณะนั้น) และฉลองยอดส่งออกครบ 1 ล้านคัน พร้อมกับเริ่มประสบปัญหากับวิกฤตการณ์น้ำมัน หรือ Oil Crisis ที่ส่งผลโดยตรงกับมาสด้า



    ขุมพลังแห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งในปัจจุบันมาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียว ที่จำหน่ายรถยนต์ซึ่งวางเครื่องยนต์โรตารี่หรือลูกสู บสามเหลี่ยมหมุนออกสู่ตลาด

    วิกฤตการณ์น้ำมันทำให้ผู้บริโภคหันมามองรถยนต์ที่มีค วามประหยัดน้ำมันกันมากขึ้น และถือว่าเครื่องยนต์โรตารี่มาแจ้งเกิดในช่วงเวลาที่ ไม่เหมาะสมนัก เพราะจากเรื่องตรงนี้ทำให้มาสด้าประสบปัญหาในด้านยอด ขายกับตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป

    จากเดิมที่โรตารี่มีวางอยู่ในรถยนต์หลายรุ่น แต่ในเมื่อสภาพเปลี่ยนไปทำให้มาสด้าต้องหันมาผลิตเคร ื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงออกมาทดแทน และแม้ว่าเครื่องยนต์โรตารี่จะกินน้ำมันและไม่เหมาะส มกับบรรยากาศโดยรวมมากนัก แต่ทางมาสด้าก็ยังกัดฟันผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 1975 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เริ่มผลิตรถยนต์ในเมืองไทย มาสด้าก็เปิดตัวเจนเนอเรชันที่ 2 ของ Cosmo ซึ่งมีทั้งแบบเครื่องยนต์ 4 สูบและโรตารี่ให้เลือก


    แฟมิเลีย ปิกอัพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของมาสด้าในการบุกตลาดปิกอัพขนาด เล็ก โดยเริ่มขายเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1963

    อีก 3 ปีต่อมาในปี 1978 ในช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองยอดผลิตเครื่องยนต์โรตารี่ ครบ 1 ล้านบล็อกทางมาสด้าก็เปิดตัวสปอร์ตโรตารี่รุ่นใหม่ออ กมาแบบไม่เกรงกลัวราคาน้ำมัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของสายพันธุ์ RX-7 Savanna โดยในปัจจุบันมาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวที่มีก ารผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ในการทำตลาด และเพิ่งฉลองครบรอบ 40 ปีของการทำตลาดเมื่อปี 2007 ซึ่งต่อจาก RX-7 แล้ว รถสปอร์ตแบบ 4 ประตูของมาสด้าอย่างรุ่น RX-8 คือตัวแทนที่สานต่อตำนานเครื่องยนต์โรตารี่

    ในปี 1980 Familia เจนเนอเรชันที่ 5 กลายเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่สามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเ ยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น หรือ JCOTY 1980-1981 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก และในปี 1981 มีการฉลองครบรอบการผลิต 5 ล้านคัน และก่อตั้งบริษัทใหม่ในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ชื่อว่า Mazda (North America), Inc. ขึ้นมา



    ลูเช่ รถยนต์อีกรุ่นที่สร้างชื่อให้กับทางมาสด้า

    ยุคที่มีพันธมิตรชื่อฟอร์ด

    จริงอยู่ที่เรารู้จักรถยนต์ในชื่อของมาสด้า แต่ทว่าตัวบริษัทนั้นกลับไม่ใช่ชื่อนี้ เพราะว่ามาสด้าเริ่มมาเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Mazda Motor Corporation หรืออ่านตามภาญี่ปุ่นว่า Matsuda Kabushiki-gaisha เหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเมื่อปี 1984 นี้เอง และในปีต่อมาก็มีการฉลองยอดการผลิตรถยนต์ครบ 10 ล้านคัน

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ในปี 1979 เกิดความเปลี่ยนแปลงกับบริษัท เมื่อฟอร์ด มอเตอร์เข้ามาซื้อหุ้นจำนวน 7% ขณะที่ในปีเดียวกันนี้ บริษัทฉลองยอดขายครบ 1 ล้านคันในตลาดอเมริกาเหนือและยอดการผลิตครบ 10 ล้านคัน


    คอสโม สปอร์ต เปิดศักราชใหม่ของการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ลูกสู บสามเหลี่ยมหมุน หรือโรตารี่

    การเข้ามาของฟอร์ดทำให้รถยนต์ของทั้ง 2 บริษัทมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และเมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 1980 ฟอร์ดก็เพิ่มจำนวนหุ้นที่ถือในมาสด้าอีกกว่า 20% และใช้มาสด้าเป็นฐานในการผลิตรถยนต์สำหรับขายในตลาดท ั่วโลก ซึ่งในช่วงนั้น เราจะพบว่ารถยนต์และปิกอัพของฟอร์ดและมาสด้าหลายรุ่น คือคันเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อและโลโก้ รวมถึงรายละเอียดบางจุดเท่านั้น

    ในปี 2002 ฟอร์ดเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมาสด้าอีกครั้ง และคราวนี้เพิ่มตัวเลขอีกกว่า 5% ทำให้โดยรวมแล้วฟอร์ดถือหุ้นในมาสด้ารวม 33.4% การผนึกกำลังของฟอร์ดกับมาสด้าได้รับการยอมรับว่าเป็ นคู่หูที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาด ซึ่งจากรายงานของ Businees Week เผยว่า มาสด้าสามารถประหยัดเงินจำนวน 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3,000 ล้านบาทต่อปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และในทางกลับกันทางฟอร์ดก็ประหยัดเงินด้วยเช่นกัน


    มาสด้ากับความสำเร็จในสนามแข่งเลอมังส์ ด้วยตัวแข่ง 787B เครื่องยนต์โรตารี่ที่คว้าแชมป์ในปี 1991 และทำให้มาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเพียงรายเดีย วที่คว้าแชมป์การแข่งรายการนี้

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2008 เมื่อฟอร์ดต้องฟื้นฟูกิจการตามแผนการที่วางเอาไว้ และมีการลดต้นทุนในหลายๆ ด้าน การขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ในมาสด้าก็คือวิธีหนึ่ง ซึ่งในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2008 ทางฟอร์ดประกาศที่จะขายหุ้นจำนวน 20% ที่ตัวเองถืออยู่ในมาสด้าออกไป และเหลือเก็บเอาไว้แค่ 13.4%

    หลังจากข่าวนี้ถูกประกาศออกมาได้เพียงวันเดียว ทางด้านมาสด้าควักเงินจำนวน 184 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 6,200 ล้านบาทในการซื้อหุ้นจำนวน 7% กลับคืนมา ขณะที่หุ้นที่เหลือถูกแบ่งขายไปให้กับกลุ่มนักลงทุนใ นญี่ปุ่นที่สนใจซึ่งก็รวมถึง Denso, Sumitomo Corp. และ Itochu Corp. ซึ่งเหตุผลของการขายก็คือ การระดมเงินสดเตรียมเอาไว้สำหรับใช้ในแผนฟื้นฟูกิจกา รของฟอร์ด



    ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เกิดสุญญากาศทางด้านแบรนด์รถยนต์ของมาสด้าในญี่ปุ่น ซึ่งมีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อของเครือข่ายจำหน่ายที่รับ ผิดชอบการทำตลาดให้กับรถยนต์รุ่นนั้นๆ แทน อย่าง MX-5 หรือโรดสเตอร์ก็จะใช้ชื่อ Eunos Raodster

    สร้างกระแสสปอร์ตเปิดประทุน

    ช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 มาสด้าตอบรับกับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกด้วยยานย นต์รูปแบบใหม่ในแบบสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่งขนาดเล็กหรือที่เรียกกันว่าโรดสเตอร์ออกมาทำต ลาด โดยในญี่ปุ่นเปิดตัวเมื่อปี 1989 ด้วยรูปทรงที่สวยแบบเรียบๆ แต่โฉบเฉี่ยว และตอบสนองการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ

    ในบ้านตัวเองมาสด้าขายด้วยชื่อโรดสเตอร์ แต่สำหรับตลาดโลกจะเปลี่ยนมาเป็น MX-5 ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อในการทำตลาดว่ามิอาตะ (Miata) ซึ่งรุ่นแรกในรหัส NA เป็นรถสปอร์ตที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยในช่วง 10 ปีที่อยู่ในตลาดระหว่าง 1989-1997 ทำยอดขายได้มากกว่า 400,000 คันทั่วโลกสำหรับรุ่นปัจจุบันเป็นรหัส NC เปิดตัวขายมาตั้งแต่ปี 2005



    การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านตัวเลข 2000 มาได้เพียง 2 ปี เมื่อมาสด้าเปลี่ยนชื่อรุ่นรถยนต์หลักในตลาดทั่วโลกใ หม่ โดยเริ่มกับสายพันธุ์ คาเปลล่า/626 ที่เปลี่ยนมาใช้ชื่ออาเทนซา/6 เมื่อกลางปี 2002

    ความนิยมที่มีต่อ MX-5 ของลูกค้าทั่วโลกดูได้จากยอดขายซึ่งในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1992 มาสด้าทำยอดผลิตของ MX-5 รวม 250,000 คันโดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นนับตั้งแต่เปิดตัว และขยับเป็น 500,000 คันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1999 ตามด้วย 750,000 คันในเดือนมีนาคม 2004 และล่าสุด 800,000 คันในเดือนมกราคม 2007 และคาดว่าตัวเลขในการผลิตจนถึง ณ ปัจจุบันน่าจะครบ 1 ล้านคันแล้ว

    ยุคใหม่ของชื่อรุ่นรถยนต์

    เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 มาสด้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในเรื่องการเรียกขา นชื่อรุ่นรถยนต์ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักในตลาด เรารู้จักชื่อของแฟมิเลียหรือ 323 เช่นเดียวกับคาเปลล่า หรือ 626 กันมานาน แต่ในตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป


    มาสด้าเพิ่งจัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีการทำตลาดของโรดสเตอร์รุ่นนี้ทั่วโลกในปี 2009 ที่ผ่านมา

    การเปลี่ยนแปลงมีขึ้นในกลางปี 2002 เมื่อมาสด้าเปิดตัวรถยนต์ครอบครัวรุ่นใหม่ออกมาทำตลา ดในญี่ปุ่นกับชื่ออาเทนซา (Atenza) เพื่อทำตลาดแทนที่ชื่อคาเปลล่าที่อยู่ในตลาดมานานตั้ งแต่ทศวรรษที่ 1970 ส่วนในตลาดที่ใช้ชื่อว่า 626 ก็เปลี่ยนมาเป็นชื่อสั้นๆ ว่า 6

    แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องกับซับคอมแพ็กต์ให ม่ที่เปิดตัวในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนแปลงเฉพาะชื่อสำหรับขายในตลาดโลก เพราะในญี่ปุ่นยังใช้ชื่อเดมิโอเหมือนเดิม ส่วนในตลาดนอกญี่ปุ่นเปลี่ยนมาเป็น 2 ส่วนแฟมิเลีย หรือ 323 ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามมา โดยใช้ชื่อแอกเซลา (Axela) สำหรับตลาดบ้านตัวเอง และ 3 สำหรับตลาดโลก

    นอกจาก 3 รุ่นนี้แล้ว มาสด้ายังนำตัวเลขมาใช้กับมินิแวนที่แชร์พื้นฐานเดีย วกับ 3 อย่างรุ่นพรีมาซีอีกด้วย โดยในตลาดญี่ปุ่นใช้ชื่อเดิม แต่ตลาดโลกเปลี่ยนมาเป็นรหัส 5 ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นๆ ก็ยังทำตลาดด้วยชื่อเดิม



    การเปลี่ยนแปลงโลโก้ของมาสด้าในช่วงเวลาต่างๆ

    พัฒนาการของโลโก้

    ตราสัญลักษณ์ของมาสด้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อ งอยู่ตลอดเวลา และกว่าที่จะเป็นโลโก้ตัว M อย่างในปัจจุบัน ที่ดูคล้ายปีกโดยเริ่มนำมาใช้ในปี 1997 จนถึงปัจจุบัน ก็มีการปรับปรุงกันหลายครั้งเหมือนกัน

    แรกเริ่มเดิมทีในช่วงยุคเริ่มต้น โลโก้ของมาสด้าจะใช้ตัว m เล็กอยู่ในวงกลม โดยถูกนำมาใช้ในช่วงระหว่างปี 1962-1975 หลังจากนั้นในช่วงปี 1975-1992 เกิดสุญญากาศเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ของมาสด้า ซึ่งไม่มีโลโก้ที่ชัดเจนในการทำตลาด แต่ก็มีการนำตัวอักษรภาอังกฤษของคำว่า Mazda มาออกแบบใหม่ให้เป็นตัวเหลี่ยม และนำมาใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ

    ในช่วงระหว่างนี้ เฉพาะรถยนต์ของมาสด้าที่ขายอยู่ในญี่ปุ่นจะมีความแตก ต่างออกไป โดยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 มาสด้าแบ่งเครือข่ายจำหน่ายออกเป็น 3 ส่วนในการดูแลรับผิดชอบการขายรถยนต์รุ่นแปลกๆ ที่ไม่ใช่รุ่นหลัก คือ Autozam รับผิดชอบรถยนต์ไซส์เล็กที่หยิบยืมมาจากค่ายซูซูกิ, Efini หรือแองฟินิ สำหรับรถสปอร์ตอย่าง RX-7, MS-6 รวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์อย่างรุ่น MPV และปิดท้ายกับ Eunos สำหรับรถยนต์ระดับหรู ซึ่งรถยนต์ที่ถูกขายผ่านเครือข่ายเหล่านี้จะใช้ชื่อเ ครือข่ายแทนที่ชื่อแบรนด์มาสด้า รวมถึงโลโก้ก็จะแตกต่างออกไปตามแต่ละเครือข่ายจำหน่ายด้วย


    มาสด้า 3 ถือเป็นรถยนต์อีกรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และช่วยให้ชื่อของมาสด้าสามารถกลับมาแจ้งเกิดในตลาดบ ้านเราได้อีกครั้ง

    ขณะที่รถยนต์รุ่นหลัก เช่น มาสด้า 323, 626 มาสด้าก็มีโลโก้หลักเตรียมเอาไว้ให้ โดยในปี 1991 กับสัญลักษณ์วงรีวางในแนวนอนและมีรูปทรงสี่เหลี่ยมข้ าวหลามตัดอยู่ข้างใน ซึ่งเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์และเปลวเพลิง

    แต่สัญลักษณ์นี้ก็ใช้อยู่แค่ปีเดียวเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ปี 1992 มาสด้าจะมีการปรับปรุงโลโก้นี้อีกครั้ง เนื่องจากว่าสัญลักษณ์นี้มีลักษณะคล้ายกับโลโก้ของเร โนลต์เกินไป ทางมาสด้าก็เลยปรับปรุงให้วงรีมีรูปทรงโค้งมนเป็นวงก ลมมากขึ้น ขณะที่สี่เหลี่ยมข้างในก็ถูกลบมุม และเพิ่มความโค้งมน โดยสัญลักษณ์นี้ถูกใช้อยู่ในระหว่างปี 1992-1996



    มาสด้า RX-8 สปอร์ตแบบ 4 ประตู ซึ่งสานต่อเจตนารมย์แห่งความเร้าใจของเครื่องยนต์โรต ารี่จากรุ่น RX-7 ที่เลิกผลิตไปแล้วหลังทำตลาดมาได้ 3 เจนเนอเรชัน

    อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้แค่ช่วงสั้นๆ เพราะเมื่อถึงกลางทศวรรษที่ 1990 มาสด้าก็ยกเลิกแนวทางการทำตลาดในลักษณะนี้ และปล่อยให้ชื่อเหล่านี้เป็นแค่เครือข่ายจำหน่ายต่อไ ป โดยรถยนต์รุ่นต่างๆ ก็กลับมาใช้แบรนด์มาสด้า เช่นเดียวกับโลโก้ใหม่ที่เป็นตัว M ในวงกลม ก็เริ่มใช้เมื่อปี 1997 จนถึงปัจจุบัน เพื่อแสดงออกให้เห็นถึงความทุ่มเทของบริษัทในการที่ต ่อยอดความเจริญเติบโตและการ พัฒนา อันเป็นที่มาของการสร้างตราสินค้า “เอ็ม” ของมาสด้า ซึ่งหมายถึงความตั้งใจที่จะสยายปีกให้กว้างเพื่อที่จ ะบินไปให้สูงขึ้น เรื่อยๆ

    คัดลอกบทความมาจาก Manager.co.th
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย jodeci : 28-06-2010 เมื่อ 06:57

  2. #2
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน

    ชื่อนี้มีที่มา

    ชื่อรถยนต์ของมาสด้ามาจากคำว่า อะฮูระ มาสด้า ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งอารยะธรรมยุคดั้งเดิมแห่ง ดินแดนเอเชียตะวันตก อะฮูระ มาสด้า ถือเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญา ความฉลาดเฉลียว และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


    ชอบประโยคนี้มาก ภูมิปัญญา ความฉลาดเฉลียวและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนพวกเราเลย

  3. #3
    แมวน้าม foofriday's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2009
    สถานที่
    mazda3thailand
    ข้อความ
    33
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน

    คลั่งไคล้ใน mazda เหมอืนกัน
    คงมีสักวันที่จะมีมี้ตติ้งรวมกันสักที
    ขออนุญาติบุคบอรด classic นะฮะ

    mazda จงเจริญ เย้ๆๆ


  4. #4
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ foofriday อ่านข้อความ
    คลั่งไคล้ใน mazda เหมอืนกัน
    คงมีสักวันที่จะมีมี้ตติ้งรวมกันสักที
    ขออนุญาติบุคบอรด classic นะฮะ

    mazda จงเจริญ เย้ๆๆ

    มาสด้า3หรือจะสู้มาสด้า2(หมื่น)อย่างพวกฉานได้ 55555 แค่จามก็ลุ้นแล้วว่าจะดับหรือเปล่า...อิอิ

  5. #5
    Senior Member badboy234's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    ข้อความ
    1,481
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 5 ครั้ง ใน 4 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    10

    มาตรฐาน

    เมื่อไรเราจะมีมิตติ้งกันบ้างครับพี่วี
    รถผมไม่แรง!! แค่ใครอย่ามาแซงแล้วปาดหน้า!! เด๊วเจอกันนนนน!!!!!

  6. #6

    มาตรฐาน

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ jodeci อ่านข้อความ

    อาคารสำนักงานใหญ่ของมาสด้าที่เมืองฮิโรชิม่า

    2010 ไม่ได้เป็นปีที่สำคัญสำหรับอัลฟาเท่านั้น แต่ยังถือเป็นปีที่มีความสำคัญกับมาสด้าด้วยเช่นกันเ พราะว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายนี้ได้เดินทางมาฝ่าฟั นวิกฤตต่างๆ มาจนครบรอบ 90 ปีของการก่อตั้งบริษัทแล้ว

    คนที่ติดตามประวัติและความเป็นมาของบริษัทแห่งนี้คงท ราบดีว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทแห่งนี้ไม่ได้มาจากชื่อมาสด้า แต่เกิดจากบริษัท โตโย คอร์ก โคเกียว จำกัด ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาในปี 1920 ที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น และบริษัทแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นโตโย โคเกียวในปี 1927 โดยบริษัทเน้นไปที่การผลิตเครื่องมือเครื่องจักรสำหร ับใช้อุตสาหกรรมหนัก ก่อนที่จะเริ่มหันมาสนใจในอุตสาหกรรมรถยนต์ในเวลาต่อ มา

    ปี 1931 โตโย โคเกียวเปิดตัวยานยนต์รุ่นแรกออกมาโดยใช้ชื่อมาสด้า-โก ซึ่งเป็นปิกอัพแบบ 3 ล้อ และมีส่งออกไปขายในตลาดจีนเมื่อปี 1932 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของบริษัท ยังไม่ได้เน้นไปที่การผลิตยานยนต์เป็นหลัก แต่ทว่ายังมีการผลิตเครื่องจักรหนักควบคู่ไปด้วย เช่น เครื่องเจาะหินที่ทางโตโย โคเกียวผลิตออกมาในปี 1935


    จากจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ มาสด้าทำตลาดในช่วงแรกกับปิกอัพแบบสามล้อที่มีการส่ง เข้าไปขายในประเทศจีนด้วย

    เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกับผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ในช่วงนั้นซึ่งจะต้อง แปรเปลี่ยนบทบาทมาผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ส่งให้กับกองทั พ ซึ่งทางโตโย โคเกียวผลิตปืนไรเฟิลในตระกูล 30-35 ซีรีส์ และในช่วงก่อนที่สงครามโลกจะยุติลง โรงงานของโตโย โคเกียวก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากระเบิดปรมาณู ซึ่งถูกทิ้งลงมาที่เมืองฮิโรชิมา และทำให้โรงงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูกิจการและก่อสร้างใหม่ จนกระทั่งบริษัทสามารถผลิตยานยนต์ออกขายได้อีกครั้ง และมีการส่งออกปิกอัพแบบ 3 ล้อออกไปขายในประเทศอินเดียเมื่อปี 1949 และมีการผลิตปิกอัพแบบ 4 ล้อในชื่อ Romper เมื่อปี 1958

    ชื่อนี้มีที่มา

    ชื่อรถยนต์ของมาสด้ามาจากคำว่า อะฮูระ มาสด้า ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งอารยะธรรมยุคดั้งเดิมแห่ง ดินแดนเอเชียตะวันตก อะฮูระ มาสด้า ถือเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญา ความฉลาดเฉลียว และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นเดียวกับที่เป็นสัญลักษณ์ของต้นกำเนิดอารยะธรรมตะวันออกและตะวันตก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมการผลิตรถยนต์อี กด้วย คำดังกล่าวยังสื่อถึงความสงบสุขของมวลมนุษยชาติและกา รพัฒนาอุตสาหกรรมการ ผลิตรถยนต์ของโลก อีกทั้งยังพ้องเสียงกับชื่อของมร.จูจิโร่ มัทซึด้า ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทมาสด้าอีกด้วย


    แคโรล 306 รถยนต์นั่งแบบ 4 ประตูรุ่นแรกของมาสด้าที่เปิดตัวออกมาในปี 1962

    เริ่มต้นยุคยานยนต์ในปี 1960

    แม้จะมีประสบการณ์ในการผลิตยานยนต์มาตั้งแต่ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ทว่ามาสด้าเพิ่งจะเริ่มรุกตลาดรถยนต์นั่งอย่างเป็ นเรื่องเป็นราวเมื่อปี 1960 กับรุ่น R360 ซึ่งมากับตัวถังคูเป้ 2 ประตู 2 ที่นั่ง เครื่องยนต์วางด้านท้าย และตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 380 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

    มาสด้าเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบในการพัฒนาเทคโนโลยียา นยนต์ และในอีก 1 ปีต่อมาพวกเขาก็เซ็นสัญญาความร่วมมือกับทาง NSU และ Wankel ในการสนับสนุนการพัฒนาเครื่องยนต์โรตารี่ ก่อนที่จะเปิดตัวปิกอัพขนาดกลางในชื่อ B1500 Series ออกมาในปีเดียวกัน

    1962 มาสด้าเปิดตลาดเก๋ง 4 ประตูเป็นครั้งแรกด้วยรุ่นแคโรล (Carol) หรือ P360/P600 พร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ OHV 586 ซีซี พร้อมกับมีการตั้งไลน์ผลิตในประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้ งแรกในปีนี้ ก่อนที่ในปีต่อมา มาสด้าจะขยายไลน์ผลิตของตัวเองออกไปยังแอฟริกาใต้ และสามารถทำยอดการผลิตยานยนต์ทุกแบบครบ 1 ล้านคันแรก


    สานต่อความแรงของพลังโรตารี่จากรุ่นลูเช่กับสายพันธุ ์แรกของ RX-7 ที่เปิดตัวในปี 1978

    ช่วงปี 1963-1966 มาสด้าเปิดตัวผลผลิตใหม่ออกสู่ตลาดหลายรุ่น เช่น Familia Van (1963), E2000 (1964), Familia 800/1000 (1964) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสายพันธุ์รถยนต์คอมแพ็กต์ Familia หรือ 323, Proceed (1965) ตามด้วย Bongo รถตู้ขนาดเล็กและ Luce ซีดานขนาดกลางในปี 1966 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่โรงงานผลิตรถยนต์นั่งแห่งแรกใน Ujina เมืองฮิโรชิมาเสร็จสิ้นการก่อสร้าง

    มาสด้ากับการรุกตลาดรถยนต์ต่างแดนที่มีขนาดใหญ่และคว ามสำคัญเกิดขึ้นในปี 1967 เมื่อมีการส่งรถยนต์ออกไปขายในยุโรปเป็นครั้งแรก พร้อมกับตั้งเครือข่ายจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย รวมถึงการเปิดตัวรถสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่รุ่นแรกข องตัวเองในชื่อ Cosmo Sports (110S) ออกมา



    มาสด้า แฟมิเลีย หรือ 323 เจนเนอเรชันที่ 5 กลายเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรกที่รับรางวัล Car of the year ของญี่ปุ่นเมื่อปี 1980

    Cosmo Sports 110S ทำตลาดในช่วงปี 1967-1972 เป็นสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่แบบ 2 โรเตอร์ 982 ซีซี 110 แรงม้า ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นโรตารี่รุ่นที่ 2 ซึ่งมีการผลิตกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 128 แรงม้า โดยเริ่มผลิตขายในปี 1968 ไปจนถึงปี 1972 โดยในปี 1969 มาสด้าเริ่มส่งสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี่รุ่นนี้ไปขาย ในตลาดนอกญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

    เข้าสู่ปี 1970 มาสด้าฉลองยอดการผลิตครบ 1 ล้านคันให้กับรถยนต์รุ่น Familia พร้อมกับเปิดตัวรุ่น Capella หรือ RX-2 และเริ่มมีการส่งรถยนต์เข้าไปบุกตลาดสหรัฐอเมริกาอย่ างเป็นทางการด้วยการก่อตั้ง Mazda Motor of America (MMA) ขึ้นมา และปราบความสำเร็จอย่างมากในการเจาะตลาดจนถึงขั้นมีก ารผลิตปิกอัพเครื่องยนต์โรตารี่ หรือ REPU Rotary Engine Pick-Up ออกมาขายเพื่อลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะในระหว่างปี 1974-1977 และมีการผลิตออกมาประมาณ 15,000 คัน

    แม้น้ำมันแพง แต่มาสด้าก็ยังเดินหน้าลุยโรตารี่

    ในปี 1972 มาสด้าฉลองการผลิตรถยนต์ครบ 5 ล้านคันและในปีต่อมาเริ่มบุกตลาดเยอรมันตะวันตก (ในขณะนั้น) และฉลองยอดส่งออกครบ 1 ล้านคัน พร้อมกับเริ่มประสบปัญหากับวิกฤตการณ์น้ำมัน หรือ Oil Crisis ที่ส่งผลโดยตรงกับมาสด้า



    ขุมพลังแห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งในปัจจุบันมาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียว ที่จำหน่ายรถยนต์ซึ่งวางเครื่องยนต์โรตารี่หรือลูกสู บสามเหลี่ยมหมุนออกสู่ตลาด

    วิกฤตการณ์น้ำมันทำให้ผู้บริโภคหันมามองรถยนต์ที่มีค วามประหยัดน้ำมันกันมากขึ้น และถือว่าเครื่องยนต์โรตารี่มาแจ้งเกิดในช่วงเวลาที่ ไม่เหมาะสมนัก เพราะจากเรื่องตรงนี้ทำให้มาสด้าประสบปัญหาในด้านยอด ขายกับตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป

    จากเดิมที่โรตารี่มีวางอยู่ในรถยนต์หลายรุ่น แต่ในเมื่อสภาพเปลี่ยนไปทำให้มาสด้าต้องหันมาผลิตเคร ื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงออกมาทดแทน และแม้ว่าเครื่องยนต์โรตารี่จะกินน้ำมันและไม่เหมาะส มกับบรรยากาศโดยรวมมากนัก แต่ทางมาสด้าก็ยังกัดฟันผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 1975 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เริ่มผลิตรถยนต์ในเมืองไทย มาสด้าก็เปิดตัวเจนเนอเรชันที่ 2 ของ Cosmo ซึ่งมีทั้งแบบเครื่องยนต์ 4 สูบและโรตารี่ให้เลือก


    แฟมิเลีย ปิกอัพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของมาสด้าในการบุกตลาดปิกอัพขนาด เล็ก โดยเริ่มขายเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1963

    อีก 3 ปีต่อมาในปี 1978 ในช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองยอดผลิตเครื่องยนต์โรตารี่ ครบ 1 ล้านบล็อกทางมาสด้าก็เปิดตัวสปอร์ตโรตารี่รุ่นใหม่ออ กมาแบบไม่เกรงกลัวราคาน้ำมัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของสายพันธุ์ RX-7 Savanna โดยในปัจจุบันมาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวที่มีก ารผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ในการทำตลาด และเพิ่งฉลองครบรอบ 40 ปีของการทำตลาดเมื่อปี 2007 ซึ่งต่อจาก RX-7 แล้ว รถสปอร์ตแบบ 4 ประตูของมาสด้าอย่างรุ่น RX-8 คือตัวแทนที่สานต่อตำนานเครื่องยนต์โรตารี่

    ในปี 1980 Familia เจนเนอเรชันที่ 5 กลายเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่สามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเ ยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น หรือ JCOTY 1980-1981 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก และในปี 1981 มีการฉลองครบรอบการผลิต 5 ล้านคัน และก่อตั้งบริษัทใหม่ในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ชื่อว่า Mazda (North America), Inc. ขึ้นมา



    ลูเช่ รถยนต์อีกรุ่นที่สร้างชื่อให้กับทางมาสด้า

    ยุคที่มีพันธมิตรชื่อฟอร์ด

    จริงอยู่ที่เรารู้จักรถยนต์ในชื่อของมาสด้า แต่ทว่าตัวบริษัทนั้นกลับไม่ใช่ชื่อนี้ เพราะว่ามาสด้าเริ่มมาเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Mazda Motor Corporation หรืออ่านตามภาญี่ปุ่นว่า Matsuda Kabushiki-gaisha เหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเมื่อปี 1984 นี้เอง และในปีต่อมาก็มีการฉลองยอดการผลิตรถยนต์ครบ 10 ล้านคัน

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ในปี 1979 เกิดความเปลี่ยนแปลงกับบริษัท เมื่อฟอร์ด มอเตอร์เข้ามาซื้อหุ้นจำนวน 7% ขณะที่ในปีเดียวกันนี้ บริษัทฉลองยอดขายครบ 1 ล้านคันในตลาดอเมริกาเหนือและยอดการผลิตครบ 10 ล้านคัน


    คอสโม สปอร์ต เปิดศักราชใหม่ของการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ลูกสู บสามเหลี่ยมหมุน หรือโรตารี่

    การเข้ามาของฟอร์ดทำให้รถยนต์ของทั้ง 2 บริษัทมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และเมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 1980 ฟอร์ดก็เพิ่มจำนวนหุ้นที่ถือในมาสด้าอีกกว่า 20% และใช้มาสด้าเป็นฐานในการผลิตรถยนต์สำหรับขายในตลาดท ั่วโลก ซึ่งในช่วงนั้น เราจะพบว่ารถยนต์และปิกอัพของฟอร์ดและมาสด้าหลายรุ่น คือคันเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อและโลโก้ รวมถึงรายละเอียดบางจุดเท่านั้น

    ในปี 2002 ฟอร์ดเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมาสด้าอีกครั้ง และคราวนี้เพิ่มตัวเลขอีกกว่า 5% ทำให้โดยรวมแล้วฟอร์ดถือหุ้นในมาสด้ารวม 33.4% การผนึกกำลังของฟอร์ดกับมาสด้าได้รับการยอมรับว่าเป็ นคู่หูที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาด ซึ่งจากรายงานของ Businees Week เผยว่า มาสด้าสามารถประหยัดเงินจำนวน 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3,000 ล้านบาทต่อปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และในทางกลับกันทางฟอร์ดก็ประหยัดเงินด้วยเช่นกัน


    มาสด้ากับความสำเร็จในสนามแข่งเลอมังส์ ด้วยตัวแข่ง 787B เครื่องยนต์โรตารี่ที่คว้าแชมป์ในปี 1991 และทำให้มาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเพียงรายเดีย วที่คว้าแชมป์การแข่งรายการนี้

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2008 เมื่อฟอร์ดต้องฟื้นฟูกิจการตามแผนการที่วางเอาไว้ และมีการลดต้นทุนในหลายๆ ด้าน การขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ในมาสด้าก็คือวิธีหนึ่ง ซึ่งในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2008 ทางฟอร์ดประกาศที่จะขายหุ้นจำนวน 20% ที่ตัวเองถืออยู่ในมาสด้าออกไป และเหลือเก็บเอาไว้แค่ 13.4%

    หลังจากข่าวนี้ถูกประกาศออกมาได้เพียงวันเดียว ทางด้านมาสด้าควักเงินจำนวน 184 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 6,200 ล้านบาทในการซื้อหุ้นจำนวน 7% กลับคืนมา ขณะที่หุ้นที่เหลือถูกแบ่งขายไปให้กับกลุ่มนักลงทุนใ นญี่ปุ่นที่สนใจซึ่งก็รวมถึง Denso, Sumitomo Corp. และ Itochu Corp. ซึ่งเหตุผลของการขายก็คือ การระดมเงินสดเตรียมเอาไว้สำหรับใช้ในแผนฟื้นฟูกิจกา รของฟอร์ด



    ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เกิดสุญญากาศทางด้านแบรนด์รถยนต์ของมาสด้าในญี่ปุ่น ซึ่งมีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อของเครือข่ายจำหน่ายที่รับ ผิดชอบการทำตลาดให้กับรถยนต์รุ่นนั้นๆ แทน อย่าง MX-5 หรือโรดสเตอร์ก็จะใช้ชื่อ Eunos Raodster

    สร้างกระแสสปอร์ตเปิดประทุน

    ช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 มาสด้าตอบรับกับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกด้วยยานย นต์รูปแบบใหม่ในแบบสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่งขนาดเล็กหรือที่เรียกกันว่าโรดสเตอร์ออกมาทำต ลาด โดยในญี่ปุ่นเปิดตัวเมื่อปี 1989 ด้วยรูปทรงที่สวยแบบเรียบๆ แต่โฉบเฉี่ยว และตอบสนองการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ

    ในบ้านตัวเองมาสด้าขายด้วยชื่อโรดสเตอร์ แต่สำหรับตลาดโลกจะเปลี่ยนมาเป็น MX-5 ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อในการทำตลาดว่ามิอาตะ (Miata) ซึ่งรุ่นแรกในรหัส NA เป็นรถสปอร์ตที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยในช่วง 10 ปีที่อยู่ในตลาดระหว่าง 1989-1997 ทำยอดขายได้มากกว่า 400,000 คันทั่วโลกสำหรับรุ่นปัจจุบันเป็นรหัส NC เปิดตัวขายมาตั้งแต่ปี 2005



    การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านตัวเลข 2000 มาได้เพียง 2 ปี เมื่อมาสด้าเปลี่ยนชื่อรุ่นรถยนต์หลักในตลาดทั่วโลกใ หม่ โดยเริ่มกับสายพันธุ์ คาเปลล่า/626 ที่เปลี่ยนมาใช้ชื่ออาเทนซา/6 เมื่อกลางปี 2002

    ความนิยมที่มีต่อ MX-5 ของลูกค้าทั่วโลกดูได้จากยอดขายซึ่งในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1992 มาสด้าทำยอดผลิตของ MX-5 รวม 250,000 คันโดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นนับตั้งแต่เปิดตัว และขยับเป็น 500,000 คันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1999 ตามด้วย 750,000 คันในเดือนมีนาคม 2004 และล่าสุด 800,000 คันในเดือนมกราคม 2007 และคาดว่าตัวเลขในการผลิตจนถึง ณ ปัจจุบันน่าจะครบ 1 ล้านคันแล้ว

    ยุคใหม่ของชื่อรุ่นรถยนต์

    เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 มาสด้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในเรื่องการเรียกขา นชื่อรุ่นรถยนต์ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักในตลาด เรารู้จักชื่อของแฟมิเลียหรือ 323 เช่นเดียวกับคาเปลล่า หรือ 626 กันมานาน แต่ในตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป


    มาสด้าเพิ่งจัดงานฉลองครบรอบ 20 ปีการทำตลาดของโรดสเตอร์รุ่นนี้ทั่วโลกในปี 2009 ที่ผ่านมา

    การเปลี่ยนแปลงมีขึ้นในกลางปี 2002 เมื่อมาสด้าเปิดตัวรถยนต์ครอบครัวรุ่นใหม่ออกมาทำตลา ดในญี่ปุ่นกับชื่ออาเทนซา (Atenza) เพื่อทำตลาดแทนที่ชื่อคาเปลล่าที่อยู่ในตลาดมานานตั้ งแต่ทศวรรษที่ 1970 ส่วนในตลาดที่ใช้ชื่อว่า 626 ก็เปลี่ยนมาเป็นชื่อสั้นๆ ว่า 6

    แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องกับซับคอมแพ็กต์ให ม่ที่เปิดตัวในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนแปลงเฉพาะชื่อสำหรับขายในตลาดโลก เพราะในญี่ปุ่นยังใช้ชื่อเดมิโอเหมือนเดิม ส่วนในตลาดนอกญี่ปุ่นเปลี่ยนมาเป็น 2 ส่วนแฟมิเลีย หรือ 323 ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามมา โดยใช้ชื่อแอกเซลา (Axela) สำหรับตลาดบ้านตัวเอง และ 3 สำหรับตลาดโลก

    นอกจาก 3 รุ่นนี้แล้ว มาสด้ายังนำตัวเลขมาใช้กับมินิแวนที่แชร์พื้นฐานเดีย วกับ 3 อย่างรุ่นพรีมาซีอีกด้วย โดยในตลาดญี่ปุ่นใช้ชื่อเดิม แต่ตลาดโลกเปลี่ยนมาเป็นรหัส 5 ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นๆ ก็ยังทำตลาดด้วยชื่อเดิม



    การเปลี่ยนแปลงโลโก้ของมาสด้าในช่วงเวลาต่างๆ

    พัฒนาการของโลโก้

    ตราสัญลักษณ์ของมาสด้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อ งอยู่ตลอดเวลา และกว่าที่จะเป็นโลโก้ตัว M อย่างในปัจจุบัน ที่ดูคล้ายปีกโดยเริ่มนำมาใช้ในปี 1997 จนถึงปัจจุบัน ก็มีการปรับปรุงกันหลายครั้งเหมือนกัน

    แรกเริ่มเดิมทีในช่วงยุคเริ่มต้น โลโก้ของมาสด้าจะใช้ตัว m เล็กอยู่ในวงกลม โดยถูกนำมาใช้ในช่วงระหว่างปี 1962-1975 หลังจากนั้นในช่วงปี 1975-1992 เกิดสุญญากาศเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ของมาสด้า ซึ่งไม่มีโลโก้ที่ชัดเจนในการทำตลาด แต่ก็มีการนำตัวอักษรภาอังกฤษของคำว่า Mazda มาออกแบบใหม่ให้เป็นตัวเหลี่ยม และนำมาใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ

    ในช่วงระหว่างนี้ เฉพาะรถยนต์ของมาสด้าที่ขายอยู่ในญี่ปุ่นจะมีความแตก ต่างออกไป โดยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 มาสด้าแบ่งเครือข่ายจำหน่ายออกเป็น 3 ส่วนในการดูแลรับผิดชอบการขายรถยนต์รุ่นแปลกๆ ที่ไม่ใช่รุ่นหลัก คือ Autozam รับผิดชอบรถยนต์ไซส์เล็กที่หยิบยืมมาจากค่ายซูซูกิ, Efini หรือแองฟินิ สำหรับรถสปอร์ตอย่าง RX-7, MS-6 รวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์อย่างรุ่น MPV และปิดท้ายกับ Eunos สำหรับรถยนต์ระดับหรู ซึ่งรถยนต์ที่ถูกขายผ่านเครือข่ายเหล่านี้จะใช้ชื่อเ ครือข่ายแทนที่ชื่อแบรนด์มาสด้า รวมถึงโลโก้ก็จะแตกต่างออกไปตามแต่ละเครือข่ายจำหน่ายด้วย


    มาสด้า 3 ถือเป็นรถยนต์อีกรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และช่วยให้ชื่อของมาสด้าสามารถกลับมาแจ้งเกิดในตลาดบ ้านเราได้อีกครั้ง

    ขณะที่รถยนต์รุ่นหลัก เช่น มาสด้า 323, 626 มาสด้าก็มีโลโก้หลักเตรียมเอาไว้ให้ โดยในปี 1991 กับสัญลักษณ์วงรีวางในแนวนอนและมีรูปทรงสี่เหลี่ยมข้ าวหลามตัดอยู่ข้างใน ซึ่งเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์และเปลวเพลิง

    แต่สัญลักษณ์นี้ก็ใช้อยู่แค่ปีเดียวเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ปี 1992 มาสด้าจะมีการปรับปรุงโลโก้นี้อีกครั้ง เนื่องจากว่าสัญลักษณ์นี้มีลักษณะคล้ายกับโลโก้ของเร โนลต์เกินไป ทางมาสด้าก็เลยปรับปรุงให้วงรีมีรูปทรงโค้งมนเป็นวงก ลมมากขึ้น ขณะที่สี่เหลี่ยมข้างในก็ถูกลบมุม และเพิ่มความโค้งมน โดยสัญลักษณ์นี้ถูกใช้อยู่ในระหว่างปี 1992-1996



    มาสด้า RX-8 สปอร์ตแบบ 4 ประตู ซึ่งสานต่อเจตนารมย์แห่งความเร้าใจของเครื่องยนต์โรต ารี่จากรุ่น RX-7 ที่เลิกผลิตไปแล้วหลังทำตลาดมาได้ 3 เจนเนอเรชัน

    อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้แค่ช่วงสั้นๆ เพราะเมื่อถึงกลางทศวรรษที่ 1990 มาสด้าก็ยกเลิกแนวทางการทำตลาดในลักษณะนี้ และปล่อยให้ชื่อเหล่านี้เป็นแค่เครือข่ายจำหน่ายต่อไ ป โดยรถยนต์รุ่นต่างๆ ก็กลับมาใช้แบรนด์มาสด้า เช่นเดียวกับโลโก้ใหม่ที่เป็นตัว M ในวงกลม ก็เริ่มใช้เมื่อปี 1997 จนถึงปัจจุบัน เพื่อแสดงออกให้เห็นถึงความทุ่มเทของบริษัทในการที่ต ่อยอดความเจริญเติบโตและการ พัฒนา อันเป็นที่มาของการสร้างตราสินค้า “เอ็ม” ของมาสด้า ซึ่งหมายถึงความตั้งใจที่จะสยายปีกให้กว้างเพื่อที่จ ะบินไปให้สูงขึ้น เรื่อยๆ

    คัดลอกบทความมาจาก Manager.co.th
    ขอมูลแน่นเอี๊ยด

    ตำแหน่ง แม่ทัพ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ

  7. #7
    wat.lampang's Avatar
    วันที่สมัคร
    Aug 2009
    สถานที่
    อนุรักษ์ของเก่า
    ข้อความ
    297
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    8

    มาตรฐาน

    สงสัยขายน้องอ้วนดำซื้อมาสด้า 3 งามๆๆสักคันแล้ว.5555
    ชื่อ วัชระ พนมลัง
    ธนาคารกรุงเทพ สาขา สบตุ๋ย ลำปาง เลขบัญชี 2550829747
    Mr. Watchara Panomlang LAMPANG THAILAND 52100

    รับสั่ง อะหลั่ย Mazda 1000 ทุกรายการ
    สนใจติดต่อ 087-7252892(dtac) 084-8063430( one-2 -call)


  8. #8
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ wat.lampang อ่านข้อความ
    สงสัยขายน้องอ้วนดำซื้อมาสด้า 3 งามๆๆสักคันแล้ว.5555
    โห...ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ครับ..ก็สร้างโรงรถให้มั นใหญ่กว่าเดิมจะได้หาคันใหม่ๆมาเติมให้เต็มไง 5555

  9. #9
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ Pu-eternal อ่านข้อความ
    ขอมูลแน่นเอี๊ยด

    ตำแหน่ง แม่ทัพ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ
    กล่าวเกินจริงครับท่านปุ๊ ก็มันรักนี่นา และก็อยากให้สหายทั้งหลายภูมิใจในแบรนด์นี้ครับ ถึงผมจะขับฮอนด้าแต่ผมก็รักมาสด้านะ เพราะมาสด้านำพาพี่น้องและผองเพื่อนมารวมตัวกันครับ

    รักมาสด้าครับ

  10. #10
    แมวน้าม foofriday's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2009
    สถานที่
    mazda3thailand
    ข้อความ
    33
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ wat.lampang อ่านข้อความ
    สงสัยขายน้องอ้วนดำซื้อมาสด้า 3 งามๆๆสักคันแล้ว.5555
    เฮียเค้าต้อง mx-5 ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  11. #11
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน

    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ foofriday อ่านข้อความ
    เฮียเค้าต้อง mx-5 ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


    ตอนนี้ก็ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆว่าขับรถเปิดประทุน มีสองประตูจะลงด้านซ้ายก็ป้ายตูดไปทางขวา จะลงด้านขวาก็ป้ายตูดไปทางซ้าย ระบบเบรกดีมากถ้าเบรกไม่อยู่ให้เอาเกิบแตะค่อยๆแตะไป ที่ล้อช่วยชะลอให้หยุดได้ อย่าเหยียบแรงเดี๋ยวเกิบปุ๊ด 5555

  12. #12
    jodeci's Avatar
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    สถานที่
    Mazda RWP
    ข้อความ
    20,553
    ขอบคุณ
    872
    ได้รับขอบคุณ 3,156 ครั้ง ใน 1,420 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    60

    มาตรฐาน


    ไปสืบทราบมาว่าในอดีตมีรถคันนี้ในเมืองไทย สมัยนั้นเทียบชั้นรถสปอร์ตหรู อยากทราบเหมือนกันว่ามันไปอยู่ที่ใคร ขับไม่ไหวก็บอกมาจะไปลูบนมหนูให้....


Tags for this Thread

Bookmarks

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •