ผมได้รับโอกาสจากทาง Blognone ให้รีวิวเจ้า Dell Latitude E6430s ดูครับ ก็ต้องขอขอบคุณทาง Blognone ที่ให้โอกาสลองใช้นะครับ เป็นรีวิวครั้งแรกของผมด้วยถ้าผิดพลาดประการใดขออภัย มา ณ ที่นี้ครับ

ในฐานะที่เคยใช้ E6400 รุ่นพี่เป็นเครื่องหลักมาก่อน แต่ตอนหลังผมเปลี่ยนมาใช้ ThinkPad x220 ด้วยเหตุผลด้านน้ำหนัก ก็จะขอรีวิวเทียบกันกับทั้งเครื่องรุ่นพี่อย่าง E6400 กับ x220 ตัวประจำที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันด้วยกันเลย โดยทั้งสามตัวนี้อยู่ในตลาดผู้ใช้ในกลุ่มธุรกิจเหมือ นกันครับ (จริงๆ ถ้าเทียบกับ ThinkPad รุ่นที่ชนกันตรงๆ น่าจะเป็น T430 ครับ)
เท่าที่ทราบมาโน้ตบุ๊ค Latitude E นี้ในประเทศไทยจะมีช่องทางในการจัดจำหน่ายเฉพาะกลุ่ม ลูกค้าองค์กรเท่านั้น ซึ่งก็เป็นมาตั้งแต่สมัย E6400 แล้ว คนที่อยากได้ก็จะอาจจะต้องฝากที่ทำงานซื้อ หรือไม่ก็เข้าเว็บชุมชนอย่าง ThaiDellClub ซึ่งมีคนมาปล่อยเป็นระยะๆ (เข้าใจว่าสั่งมาพร้อมกับองค์กรอีกที) ผิดกับทาง Lenovo ThinkPad ซึ่งมีขายตามหน้าร้านทั่วไป ไม่ต้องลำบากมากในการหา สำหรับสนนราคาค่าตัวของเจ้า E6430s รุ่นที่ผมได้รีวิวนี้ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาท (ซึ่งอยู่ในระดับราคาใกล้เคียบกับ ThinkPad x series อีกด้วยครับ)
สาเหตุที่ค่าตัวมันดูจะแพงกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่ขายกันอยู่ในปัจจุบันส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะระบบดูแ ลหลังการขายของลูกค้าองค์กรของ Dell และประกันเครื่องแบบ Complete Cover ที่ประกันแม้คุณจะทำเครื่องเป็นรอยหรือโดนน้ำก็ยังสา มารถเคลมได้ และจากที่เคยใช้บริการพบว่าทาง Dell ก็ส่งช่างมาให้บริการถึงที่และไม่มีปัญหาในการเคลมเล ย เรียกว่าเคลมง่ายกันมากๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้หลายๆ คนยังมีความสนใจในเครื่องในรุ่นธุรกิจของ Dell อยู่
สเปคคร่าวๆ ของเครื่องที่ได้รับมารีวิวคือ (สเปคเต็มๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ และดูรายละเอียดได้จากเว็บของ Dell)

  • หน่วยประมวลผล Intel Core i5 3320M (Ivy Bridge) ทำงานที่ 2.6Ghz
  • ตัวประมวลผลกราฟิค Intel HD 4000, จอแสดงผลขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 1366x768 พิกเซล (เพิ่มเงินเลือกกราฟิคเป็น Quadro และจอละเอียด 1600x900 ได้)
  • Ram DDR3 4 GB
  • HDD 320 GB
  • DVD RW
  • Gigabit LAN, Wireless N, Bluetooth 4.0
  • แบตเตอรี่ขนาด 6 เซลล์ ความจุ 65 Watt-hr (มีแบตแบบ 9 เซลล์ต่อที่ฐานเพิ่มได้ และสามารถถอด DVD แล้วใส่แบตเตอรี่ได้อีก 3 เซลล์ ซึ่งมีข่าวว่าถ้าใส่แบบเต็มที่แล้วจะอยู่ได้ถึง 32.7 ชั่วโมง.. เกินวันกันเลยทีเดียวครับ

รูปลักษณ์ภายนอก


Latitude E series นั้นเปลี่ยนตัวถังล่าสุดเมื่อครั้งที่เปลี่ยนจาก E6410 มาเป็น E6420 ครับ ต้องยอมรับว่าตัวถังเดิมนั้นมีความเป็นเหลี่ยมมากกว่ า อีกทั้งตำแหน่งของโลโก้ก็จัดวางอยู่ในมุมที่ดูดี ในขณะที่ตัวถังใหม่นั้นโลโก้ถูกจัดวางไว้ตรงกลางและม ีวงกลมล้อมรอบ เข้าใจว่าเพื่อที่จะให้ดูเหมือนกับโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ของเดลล์ แต่การทำแบบนี้ก็ทำให้ดูลดความเป็นมือโปรไปสัก 10%

จากรูปด้านซ้ายคือ E6430s ด้านขวาที่อยู่ข้างใต้คือ E6400 ครับ
อย่างไรก็ดีสำหรับวัสดุแบบ Tri-Metal ที่ประกอบไปด้วย Brushed Aluminium ที่ฝาหน้า, Magnesium Alloy ที่ขอบสีเงินของตัวเครื่อง และฝาหลังที่เป็น Magnesium Alloy เคลือบแบบด้าน ประกอบกับงานประกอบที่ต้องยอมรับว่าแข็งแรงและไม่มีเ สียงกรอบแกรบแม้แต่น้อย ทำให้เมื่อได้ใช้มือจับแล้วก็รู้สึกถึงความแข็งแรงทน ทานทีเดียว ก็พอจะชดเชยข้อเสียของรูปร่างภายนอกไปได้บ้าง สำหรับงานประกอบและวัสดุนี้เมื่อเทียบกับ ThinkPad x220 ที่ผมใช้อยู่แล้วผมขอให้เจ้า E series ชนะไปได้เลยครับ (ของแบบนี้ต้องลองจับดูเองด้วยนะครับ) อ้อ เนื่องจากตัวเครื่องเป็นโลหะทำให้บางครั้งเมื่อไม่ได ้ต่อสายดินมีไฟดูดเล็กน้อยพอคันมือครับ

ส่วนเรื่องขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่อง ต้องยอมรับว่ามีขนาดใหญ่และดูหนากว่าเครื่อง 13-14 นิ้วทั่วๆ ไป และน้ำหนักที่โฆษณาไว้ว่า 1.7 กก.นั้นก็ต่อเมื่อใช้แบตขนาดเล็กและไม่ใส่ DVD เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงถ้าเราใช้แบต 6 เซลล์ที่มากับเครื่องพร้อมกับ DVD แบบเครื่องที่ใช้นี้จะได้น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกว่าๆ ซึ่งก็นับว่าหนักกว่าโน้ตบุ๊คแบบ Ultrabook ที่เป็นที่นิยมกันมากพอควร (ทั้งนี้ยังไม่นับ Adaptor อีกซึ่งหนักประมาณ กรัม)ด้านหน้าของตัวเครื่องเลยจะพบกับที่เสียบการ์ด SD อยู่ตรงกลาง และมีรูระบายอากาศด้านข้าง

ด้านซ้ายของเครื่องมีพอร์ต VGA, ที่เสียบหูฟัง 3.5 มม., ช่องสำหรับเสียบ Smart Card (ซึ่งมีใน Latitude E6xxx แทบทุกรุ่น) และด้านล่างเป็นช่องสำหรับถอดฮาร์ดดิสก์ออกมาได้ครับ

ด้านขวาของเครื่องนั้นไล่จากด้านหลังก็มีพอร์ต Combo USB 2/SATA ตามมาด้วย USB 3 หนึ่งช่อง สวิตช์เปิดปิด Wireless, ช่องสำหรับเสียบ Express Card/34 หนึ่งช่อง และ Drive Bay ที่มี DVD มาพร้อมกับเครื่อง (สามารถซื้อ HDD หรือแบตเตอรี่เสริมมาแทน DVD ได้)

ส่วนด้านหลังเครื่องนั้นก็จะมีพอร์ต RJ 45 สำหรับเสียบ Gigabit LAN, Mini HDMI และอีกฝั่งเป็น USB 3 อีกหนึ่งช่อง และที่เสียบสายชาร์จ สำหรับแบตเตอรี่แบบ 6 เซลล์นั้นเวลาใส่แล้วมันจะดูยื่นๆ ออกจากตัวเครื่องหน่อยซึ่งทำให้ดูเทอะทะเล็กน้อย

โดยรวมแล้วโน้ตบุ๊คตัวนี้เสียบ USB ทั้งหมดได้สามช่อง (นับ Combo USB 2/SATA แล้ว) ซึ่งผมว่ามันน้อยไปนิดหน่อยสำหรับโน้ตบุ๊คแบบ 14 นิ้ว เพราะตัวเก่า E6400 นั้นสามารถเสียบได้ถึง 4 ช่องด้วยกันครับ และเมื่อเทียบสัดส่วนกับ E6400 แล้วพบว่าเจ้า E6430s นั้นมีความกว้างน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดครับ (ยิ่งถ้าใช้แบตเตอรี่ 3 เซลล์น่าจะยิ่งเห็นความแตกต่างเนื่องจากจะไม่ยื่นออก มาจากตัวเครื่องแบบนี้)

เทียบกันระหว่าง iPad2, E6430s และ E6400 ครับ
ที่เสียบสายชาร์จนั้นจะมาในรูปแบบทำมุมเอียงกับตัวเค รื่อง ทำให้เวลาเสียบสายแล้วจะดูแปลกๆ เล็กน้อย มีโอกาสเสียบผิดได้เพราะไม่ได้ตั้งฉากกับตัวเครื่อง แต่ผมก็ยังไม่พบปัญหาในเบื้องต้น ที่ชาร์จ ที่ให้มากับเครื่องเล็กกว่าแบบบางของ E6400 ที่ผมมี โดยมีขนาดใกล้เคียงกับที่ชาร์จที่มากับ ThinkPad x220 ซึ่งมีขนาด 65 Watt เท่ากันครับ แต่ตอนนี้ไฟแสดงผลของที่ชาร์จนั้นย้ายกลับไปที่ตัว Adaptor แล้วไม่เหมือนกับตัวเก่าที่มีไฟขึ้นที่หัวเสียบทำให้ รู้ได้ว่ามีไฟเลี้ยงในกรณีที่เราวาง Adaptor ไว้ไกลจากตัวเครื่อง

ฝาหน้าของเครื่องเป็นแบบพับขึ้นโดยไม่มีตัวขาล็อกซึ่ งนิยมในช่วงหลังๆ โดยเราสามารถเปิดได้ถึง 180 องศา เท่าที่เปิดปิดก็ยังไม่พบว่ามีปัญหาใดๆ เปิดฝาได้ราบลื่นไม่มีสะดุด และตอนปิดก็ไม่พบว่ามีปัญหาฝาอ้าใดๆ ครับ อ้อ มีอีกอย่างที่เป็นข้อสังเกตเล็กน้อยคือเวลาเปิดฝาหน้ าซึ่งมีรอยเว้าอยู่ตรงกลางนั้น จะมีโอกาสที่นิ้วโป้งไปสัมผัสกับกล้องของเว็บแคม อาจทำให้เป็นรอยได้ครับ

เมื่อเปิดฝาเครื่องเข้ามาก็จะพบกับจอขนาด 14 นิ้ว ซึ่งให้ความสว่างในเกณฑ์ดี ตัวจอนั้นเป็นแบบด้าน (matte) ซึ่งเป็นธรรมดาของโน้ตบุ๊คธุรกิจในการลดแสงสะท้อนจาก ตัวจอ และมีเว็บแคมอยู่ด้านบนเหนือจอภาพครับ

สำหรับบริเวณคีย์บอร์ดนั้นด้านซ้ายมือจะเป็นไฟแสดงสถ านะของฮาร์ดดิสก์ แบตเตอรี่และ Wireless ด้านขวามือบนเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง และมีปุ่มเพิ่มลดเสียง และปิดเสียงอยู่ด้านขวามือของคีย์บอร์ด

คีย์บอร์ดในตัวที่ผมได้ใช้นั้นเป็นแบบมีไฟส่องมาจากด ้านล่าง (Back-lit) (จากประสบการณ์ในฐานะผู้ใช้ที่พิมพ์สัมผัสได้นั้นพบว ่าแสงไฟคีย์บอร์ดนั้นจริงๆ แล้วแทบไม่จำเป็นเลยนอกจากเอาไว้ให้สวยงามเล่นๆ) ไฟจะดับเองเมื่อไม่มีการใช้งานคีย์บอร์ดครับ
สำหรับสัมผัสของคีย์บอร์ดนั้นพบว่าทำได้นุ่มนวลกว่าท ี่คาด ถึงแม้แป้นนั้นจะไม่ได้เป็นแบบ Chicklet ตามสมัยนิยม แต่ระยะห่างระหว่างคีย์และสัมผัสที่นุ่มได้ที่ของคีย ์นั้นทำได้ดีทีเดียวครับ
ปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ดนั้นอยู่ในแบบมาตรฐาน โดยมีปุ่ม Ctrl อยู่ด้านล่างซ้ายสุด และ Fn อยู่ถัดมาผิดกับบางรุ่นที่จะสลับกัน (ThinkPad x220 ที่ผมใช้อยู่มันสลับกันทำให้ใช้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะปรับกลับใน Bios ได้ก็เหอะ) และนอกเหนือจากปุ่มเหย้าอย่าง F, J ที่มีพลาสติกนูนขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้สะดวกแล้ว ปุ่มอย่าง ESC, Delete, ปุ่มกดลงล่าง ก็มีพลาสติกนูนขึ้นเล็กน้อยเหมือนกันทำให้เราไม่ต้อง ละสายตามาหาคีย์บอร์ดเท่าใดนัก

ข้อดีอีกอย่างของโน้ตบุ๊ค Dell คือเราสามารถกด Fn พร้อมกับปุ่มตัวเลขเพื่อพิมพ์ตัวเลยได้เลยโดยไม่ต้อง กด Numlock ไว้ซึ่งทำให้สะดวกมากเวลาต้องพิมพ์เอกสารที่มีทั้งตั วอักษรและตัวเลขสลับกัน
นอกจากนี้เมื่อวางอุ้งมือลงบนคีย์บอร์ดแล้วตัวพลาสติ กที่อุ้งมือก็ให้ความรู้สึกนุ่มนิดๆ (และอุ่นนิดๆ ด้วยจากตัวเครื่อง) ทำให้การพิมพ์บนคีย์บอร์ดของรุ่นนี้ได้ความรู้สึกดีท ีเดียวเลยครับ

เครื่องนี้มาพร้อมทั้ง Pointing Stick และ TouchPad ตามแบบฉบับของโน้ตบุ๊คธุรกิจ สำหรับคนที่ใช้คีย์บอร์ดบ่อยๆ แล้วการมี Pointing Stick นี่ทำให้เราไม่ต้องเคลื่อนมือของเราออกมาเพื่อไปหา TouchPad เลย โดย Pointing Stick ของ Dell นั้นจะต่างจาก

อ่านต่อ...