โบราณเล่าว่า.....
    
    
    
พื้นที่โฆษณา      พื้นที่โฆษณา      โรงงานผลิตโฟม eva tel. 083-9999217      พื้นที่โฆษณา
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 1 2 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 15 จากทั้งหมด 19

ชื่อกระทู้: โบราณเล่าว่า.....

  1. #1
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    Lightbulb โบราณเล่าว่า.....



    ห้องนี้เป็นห้องที่จะนำเรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับของเ ก่ามาเล่าสู่กันฟัง
    เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจศึกษาของเก่า โบราณวัตถุ รวมถึงประวัติศาสตร์และสถานที่สำคัญๆ
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  2. #2
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    วันนี้ขอนำเรื่อง"เครื่องประดับมุก"มาเล่าสู่กันฟัง
    เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจศึกษาครับ.!!

    เครื่องประดับมุก
    งานประดับมุก เป็นงานช่างอีกแขนงหนึ่งที่อาศัยฝีมือและความละเอียด อ่อนโดยการนำเอาเปลือกหอยบางชนิดที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือมีความแวววาว สามารถสะท้อนแสงแล้วเกิดเป็นสีเหลือบเรืองรองต่างๆคล ้ายสีรุ้งคุณลักษณะของเปลือกหอยเช่นนี้ภาษาช่างเรียก ว่า “มีไฟดี” และที่งานประดับมุกสามารถใช้ประดับตกแต่งพื้นผิวของช ิ้นงานได้หลายลักษณะ เช่น ประตูหน้าต่างของพระอุโบสถ วิหาร และพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง หรือประดับตกแต่งภาชนะใช้สอย เช่น พานตะลุ่ม เตียบ โต๊ะ ตู้ เตียง เป็นต้น
    แต่เดิมการประดับมุกมักใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับส ถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนาเป็นส่วนใหญ่ จากหลักฐานทางโบราณคดี สันนิษฐานว่า งานประดับมุกที่เก่าแก่ที่สุดคงเกิดขึ้นในสมัยกรุงศร ีอยุธยา หลักฐานเก่าแก่ที่สุดคือตู้พระไตรปิฎกประดับมุก ปัจจุบันเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ บานประตูมุกสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ )ได้แก่ บานประตูพระวิหารวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก และบานประตูพระวิหารวัดบรมพุทธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    สมัยรัตนโกสินทร์ มีการสร้างงานประดับมุกตั้งแต่ ตอนต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมีการสร้างผลงานประดับมุกสืบเนื่องต่อมา ดังมีผลงานประดับมุกของช่างตกทอดมาถึงทุกวันนี้ได้แก ่ บานประตูพระอุโบสถ และบานประตูพระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บานประตูพระมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ บานประตูพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในรัชกาลที่ ๓ บานประตูพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สร้างในรัชกาลที่ ๕ เป็นต้น.....ผลงานประดับมุกของครูช่างโบราณยังมีอีกม ากมาย ตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นผลงานชิ้นสำคัญบางส่วนซึ่งทรงคุณค่ายิ่ง ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเพื ่อความภาคภูมิใจในศิลปกรรมของชาติแขนงนี้ต่อไป
    * ภาชนะเครื่องใช้ที่นิยมประดับตกแต่งด้วยลายประดับมุก ...นอกจากจะนิยมประดับมุกที่บานประตู บานหน้าต่างของพระอุโบสถหรือพระวิหารแล้ว คนไทยยังนิยมการประดับมุกที่ภาชนะเครื่องใช้สอยอีกด้ วย โดยเฉพาะภาชนะเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยข องพระภิกษุสงฆ์มักนิยมกันเป็นพิเศษ แต่ภาชนะเครื่องใช้ของชนชั้นสูงหรือขุนนางในสังคมไทย ก็นิยมการประดับมุกด้วยเช่นกัน ภาชนะเครื่องใช้ที่นิยมประดับตกแต่งด้วยลายประดับมุก นั้น อาจแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๔ ประเภทดังนี้
    ๑. ประเภทพาน ซึ่งมีรูปทรงต่าง ๆ เช่น พานแปดเหลี่ยม พานกลม ปละพานกลีบบัว พานต่างๆ นี้มักใช้สำหรับใส่ของถวายพระ หรือใส่ของอื่น ๆ พานต่าง ๆ พวกนี้ อาจแยกประเภทย่อยออกไปอีกตามรูปทรง และประโยชน์การใช้สอยตามประเพณีวัฒนธรรมแบบไทย คือ
    ๑.๑ ตะลุ่ม มีลักษณะคล้ายพานเชิง แต่ขอบปากคุ้มเข้า ซึ่งขอบปากนี้มีทั้งกลม สิบเหลี่ยม หรือสิบสองเหลี่ยม ตะลุ่มนี้นิยมทำเป็นเถา ซึ่งจะมีเถาละกี่ใบไม่กำหนด ในเถาหนึ่งนั้นประกอบด้วยตะลุ่มใบใหญ่สุด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔๐ เซนติเมตร แล้วมีขนาดเล็กไล่ลงไปจนใบเล็กสุดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๗ เซนติเมตร ตะลุ่มนี้นิยมใช้ใส่ของถวายพระ เช่น ใส่สำรับอาหาร ผ้าไตร ดอกไม้ ธูป เทียน ฯลฯ ถ้าเป็นตะลุ่มใบเล็ก อาจใช้ใส่หมากพลู
    ๑.๒ พานแว่นฟ้า เป็นพานซ้อนกัน ๒ ชั้น ประกอบด้วยพานรอง เป็นพานสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดใหญ่ ใช้รองรับพานทรงสูงสี่เหลี่ยมย่อมุมเช่นกัน พานแว่นฟ้านี้มักมีประจำอยู่ตามวัดใช้สำหรับใส่ผ้าไต รถวายพระในงานบวชนาคหรืองานทอดกฐิน โดยทั่วไปเป็นพาน ๒ ชั้น ประดับกระจกนำมาใช้ประดับมุกก็มีบ้าง
    ๑.๓ เตียบ มีลักษณะคล้ายพานเชิง มีฝาเป็นกรวยแหลมครอบ ใช้บรรจุสำรับอาหารถวายพระ

    ๒. ประเภทกล่อง มีหลายแบบและชื่อที่ใช้เรียกก็แตกต่างกันออกไปตามประ โยชน์ใช้สอยเช่น ลุ้ง เจียด **บ และกล่อง
    ๒.๑ ลุ้ง เป็นกล่องกลมมีฝาปิด มีทั้งทรงสูงและทรงเตี้ย ให้เป็นภาชนะบรรจุอาหารแห้งเรียกว่า “ลุ้งอาหาร” บางทีใช้เป็นกล่องเก็บผ้าที่อบร่ำแล้ว มีลุ้งอยู่ประเภทหนึ่งลักษณะคล้ายพานเชิงมีฝาเป็นกรว ยแหลมครอบ ใช้เป็นกล่องใส่หมวก
    ๒.๒ เจียด มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิดและมีฐานสูง แต่เดิมเจียดนี้พระมหากษัตริย์จะพระราชทานแก่ขุนนางห รือพระราชาคณะ แต่ต่อมาจะใช้เป็นกล่องสำหรับบรรจุผ้าที่อบร่ำแล้ว หรือเสื้อผ้าเครื่องแบบของขุนนางสำหรับเปลี่ยนในวังก ่อนที่จะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
    ๒.๓ **บยา เป็นกล่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีฝาปิด ภายในยังมีกล่องเล็กใช้สำหรับเก็บแยกยาที่ต่างชนิด มิให้ปะปนกัน **บยานี้จะมีอยู่ประจำตามบ้าน หรือเป็น**บยาของแพทย์แผนโบราณของไทย
    ๒.๔ **บบุหรี่ เป็นกล่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ใช้ใส่บุหรี่ ยาเส้น หรือยาฉุน มักจะมีขนาดเล็กกว่า**บยา
    ๒.๕ **บหมาก เป็นกล่องสำหรับใส่เครื่องกินหมาก อาจจะมีลักษณะคล้ายกับ**บยาแต่บางครั้งก็เป็นกล่องกล ม ทางภาคเหนือจะเรียกว่า “แอบหมาก”

    ๓. เครื่องใช้สำหรับพระสงฆ์ ส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยลายประดับมุก เช่น ฝาบาตร เชิงบาตร พัดยศและพัดรองที่ทำด้วยด้ามประดับมุก
    ๓.๑ ฝาบาตร นอกจากจะทำลายประดับมุกเป็นลวดลายไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานฝาบาตรประดับมุก มีตราประจำรัชกาลแก่พระราชาคณะในคราวพระราชพิธีราชาภ ิเษก เมื่อ จ.ศ. ๑๒๓๕ (พ.ศ. ๒๔๑๖)
    ๓.๒ เชิงบาตร ใช้เป็นฐานวางบาตร

    ๔. ประเภทถาด คือ กระบะ ถาด และ กี๋ ในชีวิตประจำวันของไทยนั้น ถาดสำหรับใส่ของจะมีประเภทและรูปร่างต่าง ๆ ชื่อเรียกก็จะต่างกันออกไปด้วยตามประโยชน์ใช้สอย แต่เนื่องจากถาดของไทยนั้นมักจะทำขอบสูงขึ้นมา จึงมักจะเรียกว่า “กระบะ” ซึ่งมีทั้งกระบะกลม กระบะแปดเหลี่ยม กระบะสี่เหลี่ยมลบมุม กระบะต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าใช้ใส่เครื่องบูชาเป็นพุทธบูชา จึงเรียกว่า “กระบะบูชา” ถ้าใช้ใส่เครื่องสำหรับกินหมากก็เรียกว่า “กระบะหมาก” แต่บางครั้งกระบะรูปทรงต่าง ๆ นี้มีฐานหรือขาที่ใช้ใส่เครื่องบูชาก็ยังคงเรียกว่าก ระบะบูชา แต่ถ้ากระบะที่มีฐานหรือขานี้จะใช้เป็นกี๋รองชุดชา ส่วนถาดกลมมีขอบสูงเพียงเล็กน้อยใช้รองขันโอเป็นขันข นาดใหญ่ ใช้สำหรับใส่เครื่องบูชาติดกัณฑ์เทศน์ถวายพระ ในเทศกาลเทศน์มหาชาติ แต่ถ้าเป็นขันมีเชิง มีขนาดเล็กกว่า ขันโอ เรียกว่า “ขันเหม” ใช้สำหรับปักแว่นเวียนเทียน

    ขอขอบคุณ
    ตะลุ่ม สวยๆ จาก : มีโชควัตถุโบราณ
    แหล่งข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา













    รูป รูป  
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  3. #3
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน














    รูป รูป    
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  4. #4
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน














    รูป รูป    
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  5. #5
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน














    รูป รูป    
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  6. #6
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน














    รูป รูป    
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  7. #7
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    ในยุคก่อนมีไฟฟ้าใช้สิ่งที่สำคัญคือตะเกียง ตะเกียงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้แสงสว่าง มีทั้งแบบที่ใช้ภายในอาคารบ้านเรือน เช่นพวกตะเกียงลาน ตะเกียงไส้ผ้า ตะเกียงเจ้าพายุ เป็นต้น ส่วนตะเกียงแสงจันทร์นั้นเป็นตะเกียงที่สำหรับใช้ภาย นอก ปัจุบันตะเกียงไทยเป็นที่นิยมและเล่นหาของนักสะสม เพราะมีประวัติเรื่องราวมาช้านาน ห้างรัตนมาลาเป็นห้างร้านหนึ่งในสยามอดีต...ที่จัดจำ หน่ายตะเกียงมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ครับ
    ห้างรัตนมาลาได้รับพระราชทานตราตั้ง เมื่อวันที่ 13 มกราคม รัตนโกสินทรศก 128 เทียบปีเป็นปีพ.ศ. ก็ 2452 เป็นปีที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พระชันษาได้ 56 ปีครับ เมื่อลองย้อนไปดูเรื่องของตราตั้งพระครุฑพ่าห์ และห้างรัตนมาลา ก็พอจะอนุมานคร่าวๆได้ว่า สินค้าห้างรัตนมาลา ที่มีอักษรชื่อรัตนมาลาอยู่จะแบ่งออกเป็นยุคๆได้คือ
    ถ้าเป็นบริษัททุนจำกัด และไม่มีตราครุฑ น่าจะอยู่ในปลายสมัยพระองค์ท่าน ราวๆปี พ.ศ.2450-51
    และถ้าเป็นบริษัททุนจำกัด และมีตราครุฑ น่าจะอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2454 ลงมาถึงก่อนการก่อตั้งบริษัทจำกัดสินใช้ในปี พ.ศ.2463
    ส่วนบริษัทจำกัดสินใช้ และมีตราครุฑด้วย น่าจะอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2463 ลงไปจนถึงการตั้ง บริษัทจำกัด ในห้วงปี พ.ศ.2467-72

    ** จากรูปคือ : ตะเกียงแสงจันทร์รัตนมาลา "ตราครุฑ" จัดเป็นตะเกียงหายากอีกชนิดนึงที่นักสะสมตามหา













    รูป รูป    

  8. #8
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน














    รูป รูป    
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  9. #9
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน














    รูป รูป    
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  10. #10
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์













    รูป รูป  
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  11. #11
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    ในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์ แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง 5 พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รัง ต้นมะเดื่อจำนวน 5 ฟอง (สถานที่นี่ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่า วัดพระเกิด ) แม่กาเผือก

    คอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือก ได้ออกไปหากิน ถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่ หนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลิดหากินอาหาร ชื่นชม ธรรมชาติอันรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกฟ้าคะนองพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่ วไปหมด ทำให้พญากาเผือก
    หาหนทางออกไม่ถูกจึงหลงในบริเวณสถานที่นั้นๆ ( สถานที่นั้นต่อมา จึงได้ชื่อว่า เวียงกาหลง ) แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง รุ่งอรุณเบิกฟ้า แม่กาเผือกจึงรีบถลาบินกลับสถาน ที่พัก ณ ที่รังต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อ ที่ทำรังอยู่ได้ถูกลมพายุใหญ่ พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกไข่ทั้ง ๕ ในแม่น้ำ แต่ อนิจจาหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม่กาเผือกพยามหาไข่ลูกของตนไปในทุกสถานที่ ตามลำน้ำจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้า ด้วยความ
    โศกเศร้าเสียใจในความรักลูกอย่างสุดซึ้ง จึงไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ในที่สุดก็สิ้นใจ ไปอย่างน่าสงสาร ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์ กับทั้งทิ่ลูกของแม่กาเผือก เป็นโพธิ์สัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นบุญกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่แดน พรหมโลก ชั้นสุธาวาสมีวิมานทองคำสดใสบริสุทธิ์ งดงามตระการตา ได้พระนามชื่อว่า “ ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ส่วนไข่ทั้ง ๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ
    ไข่ฟองที่ ๑ มีไก่เก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา
    ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา
    ครั้งในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์ รูปร่างสวยสดงดงาม ทั้ง ๕ พระองค์ ในเวลาเดียวกันตามลำดับของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปเก็บ ดูแลรักษา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงดัวยความกตัญญู จึงรู้ทำหน้าที่ ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีจนถึงอายุได ้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีจิตคิด ที่จะออกบวชเนกขัมบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่าจึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกัน ทั่ง ๕ พระองค์
    ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงจะมีความรักความอาลัยในลูกสักเพียงใ ด แต่ก็ไม่ขัดความประสงค์เจตนาที่เป็น บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของลูกจึงได้ อนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยค วาม อนุโมทนา ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระโพธิ สัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบารมี พระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก ให้พ้นจากกองทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร แม่เลี้ยง ทั้ง ๕ เห็นปณิธาน อย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยง ไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้าเมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็น พุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับ พระนามดังนี้
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  12. #12
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    1. องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นไก่
    2. องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค
    3. องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า
    4. องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค
    5. องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่ เป็นราชสีห์
    ในกัปป์นี้ได้ชื่อว่าภัทรกัปเป็นกัปที่เจริญที่สุดเพ ราะมีพระพุทธเจ้า

    เกิดขึ้นในโลกนี้ถึง๕ พระองค์
    มีพระนามตามที่กล่าวมาแล้วนั้นทั้ง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ นโมพุทธายะ”

    นะ คือ พระกกุสันโธ โม คือ พระโกนาคมโน พุทธ คือ พระกัสสะโป
    ธา คือ พระโคตโม ยะ คือ พระศรีอริยเมตไตยโย

    จนเป็นคาถาสืบต่อกันมาเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าทั้ ง ๕ พระองค์
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  13. #13
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณ อภิญญาสมบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหาร ผลไม้ด้วยฤทธิ์ทุกพระองค์ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะไปหาอาหารผลไม้ และ บำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธอันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ด้วยเหตุป ัจจัยในกุศลบารมีธรรม ฤาทั้ง ๕
    ได้มาพบกัน ณ ที่ นี้ โดยไม่ได้นัดหมาย รู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้แต่ว่า แต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤาษีทั้ง ๕ จึงได้ร่วมกันตั้ง สัจจะอธิฐาน ขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง ด้วยอำนาจสัจจะอธิฐาน ธรรมอันบริสุทธิ์ของ ฤาษีทั้ง ๕ จึงดังก้องไปถึงพรหมโลกเป็นเหตุให้ท้าวฆติกามหาพรหมซ ึ่งเป็นแม่กาเผือกตาย และได้มาเกิดเป็นพรหม ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกขนสวยงาม ยิ่งนัก มาปรากฏอยู่ข้างหน้าฤาษีทั้ง ๕ ฝ่าย ฤาษีทั้ง

    ๕ ก็รู้ด้วยญาณ ทัศนะทันทีว่า นี่แหละ เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามแม่กาเผือกถึงความเป็นมาตั้งแต่ต้นว่า เรื่องเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าความเป็นมาแต่หนหลังครั้งทำรังอยู่ ต้นมะเดื่อฝั่งแม่น้ำคงคา อยู่มาวันหนึ่ง ได้ออกมาหาอาหารกินถิ่นแดนไกลถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร
    เป็นธรรมชาติอันสวยงามสงบร่มเย็น บังเกิดพายุใหญ่ ได้พัดกิ่งไม้ฝนตกฟ้าคะนอง จนมือค่ำจึงหลงทางอยู่หาทางออกไม่ถูก จนกระทั่งอรุณรุ่งวันใหม่ฝนฟ้าพายุสงบลง จึงรีบบินกลับมาที่พักมาหาลูกที่รังด้วยความเป็นห่วง แต่ปรากฎว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้มะเดื่อหักทำให้รังไข่ทั้ง ๕ ลูกแม่กาเผือกตกลงไปในน้ำและได้ถูกน้ำพัด ไหลไปในที่ต่างๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนหมดความสามารถ ในที่สุดด้วยความรักความอาลัย อันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกก็สิ้นใจตาย ได้เกิดเป็นพระพรหมแดนพรหมโลกชั้นสุธาวาส มีวิมารทองคำเป็นที่อยู่ ด้วยอานิสงส์ความรักอันเมตตาอันบริสุทธิ์กับทั้งลูกเ ป็นพระโพธิญาณ มีบุญญาธิมาก จึงได้เกิดมาเป็นพรหมและได้จำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกให ้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ได้ทราบถึงความเป็นมาทั้งหมด
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  14. #14
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน

    เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเหตุ เช่นนั้นแล้วก็รู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำน ึก ในบุญสร้างคุณอันใหญ่หลวง ของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบนมัสการ ฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตลูกได้สร้างบุญบาร

    มีพระโพธิญาณ จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ ของแม่กาเผือกผู้บังเกิดเกล้าอาไว้บูชา พระแม่กาเผือกจึงประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่น เป็นตีนกา
    สัญญาลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือก ประทานให้ลูกฤาษีทั้ง 5 ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุก วันพระ และต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมประทาน สัญลักษณ์ ไว้ให้ลูกฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 แล้วก็อาลูกกลับเทวสถาน วิมานของตนบนพรหมโลก ตามเดิม

    ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง 5 ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิไ ด้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีบตีนกาบูชา พระแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลา นานหลายปีชีวีฤาษีทั้ง 5 ก็ดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่ อยู่ขององค์เทพ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญบารมี ทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสังสารวัฏฏ์นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง 30 ทัศแล้ว ก็จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขารคือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์ในชาติสุดท้าย ที่จะได้เป็น พระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปป์ก็ได้ตรัสรู้เป ็นพระพุทธเจ้า โปรดโลกไปแล้วถึง 5 พระองค์
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

  15. #15
    pooclassic's Avatar
    วันที่สมัคร
    Nov 2006
    สถานที่
    Bangkok, Thailand, Thailand
    ข้อความ
    599
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    11

    มาตรฐาน


    1. พระกกุสันโธพุทธเจ้า เมื่อสมัย เป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสังไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 40,000 พรรษา มีเขมวตีนคร ของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี
    พระสรีระสูง 40 ศอก หรือ 20 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 10 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล 10 โยชน์ (160 กิโลเมตร)

    2. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 30,000 พรรษา มีโสภวตีนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี พระสรีระสูง 30 ศอก หรือ 15 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 1 เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

    3. พระกัสสโปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 8 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 37,024 พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย 20,000 พรรษา มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี พระสรีระสูง 20 ศอก หรือ 10 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

    4. พระศากยมุนีโคดโมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 4 อสงไขยแสนกัป
    ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก 24 พระองค์ ซึ่งน้อยมาก เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย 80 พรรษา มีกบิลพัสดุ์นครของพระเจ้า สุทโธทนะเป็น ราชธานี พระสรีระสูง 4 ศอก หรือ 2 เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 6 ปี
    พุทธรังสีสร้านไปข้างละ 1 วา เป็นปกติ

    5. พระอริยเมตตรัยโยพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น 16 อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ 477,029 พระองค์
    เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย 80,000 พรรษา พระสรีระสูง 80 ศอก หรือ 40 เมตร
    บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย 7 วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ยังกำหนดไม่ได้
    ขอบพระคุณทุกท่านครับ

    086-0358555
    pooclassic : ขายของเก่า - ของสะสม

หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 1 2 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

Bookmarks

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •