มาหลีกเลี่ยง! เส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ กันดีกว่า


ผู้ที่รู้จักบังคับใจตนเองก็คือคนที่สามารถบังคับยาน พาหนะ แต่อันตรายของอุบัติเหตุจราจรมักจะแฝงมาในรูปแบบแตกต ่างกันไป อันตรายกับความเร็วที่สัมพันธ์กับลักษณะเส้นทางล่อแห ลมต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเช่นกัน เพราะทุกคนต่างมีความต้องการที่จะไปให้ถึงจุดหมายให้ เร็วที่สุด ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อใช้ความเร็วสูงบนเส้นทางเสี่ยงอันตราย

ลักษณะเส้นทางเสี่ยงอันตราย

1.ทางแคบถนนมีจุดบอด

บนพื้นผิวถนนที่มีทางแคบหรือมีจุดบอด ทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นโดยรอบลดลง หากขับรถที่มีความเร็วสูงความคมชัดของทัศนียภาพจะลดล ง จึงควรขับรถให้ช้าลง และต้องตั้งข้อสังเกตด้วยไว้ด้วยว่าอาจจะเกิดอันตราย หรือพบอุปสรรคช้ากว่าที่จะแก้ไขได้ทัน

2.เส้นทางกลางคืน

ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ขับยานพาหนะจะด้อยประสิทธิภาพ ลงไป เมื่อต้องขับขี่ยานพาหนะท่ามกลางความมืด ความมืดมีส่วนทำให้ประสาทสัมผัสระบบสายตา การมองเห็นของผู้ขับขี่ทำงานได้ไม่ดีพอ การมองเห็นในเวลากลางคืนจึงมีขอบเขตจำกัดกว่าเวลากลา งวัน ส่งผลให้การคาดคะเนความเร็วของยานพาหนะคันอื่นๆ นั้นไม่แน่นอน เพราะความมืดทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบ

3.ทางโค้ง

รถที่วิ่งบนถนนจะมีทรงตัวดีอยู่เสมอ แต่เวลาเลี้ยวโค้ง ศิลปะการบังคับหักเลี้ยวให้ล้อเปลี่ยนทิศทางนั้น ยังไม่พอต้องลดความเร็วปรับสภาพสมดุล ถ้ารถไม่อยู่ในสภาพสมดุลขณะเลี้ยวแล้ว รถอาจจะพุ่งเลยไปด้านนอกทางโค้ง หรือพลิกคว่ำ หรือชนด้านในได้ หรือถ้าเบรกอย่างแรงตอนโค้งแล้วเลี้ยวทันทีทำให้เกิด อุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นก่อนถึงทางโค้ง ต้องลดความเร็วเสมอ

4. ทางต้องแซง

ผู้ขับรถต้องการจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินรถ แล้วเร่งเครื่องยนต์ เพื่อขับขึ้นแซงรถคันหน้าที่ขับอยู่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ดูความปลอดภัย และการเตรียมพร้อมของตนเองรวมทั้งรถที่ขับอยู่ นอกจากนี้ยังต้องมั่นใจว่าตนเองมีความชำนาญในการขับร ถด้วย หากขาดองค์ประกอบดังกล่าวนี้แล้ว การขับแซงจะเป็นการกระทำที่ล่อแหลมต่ออันตราย

5.จุดเริ่มเตรียมตัวแซง เมื่อผู้ขับรถเริ่มจะขับแซงจะต้องตรวจสอบสถานการณ์ ดังนี้

1. ต้องแน่ใจว่าถนนช่วงนั้นอนุญาตให้แซงได้

2. ถ้ามีรถคันหลังกำลังแซงหรือแซงขึ้นมาแล้ว การแซงซ้อนเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

3. ถ้าแซงรถในถนนที่ให้รถแล่นสวนกัน ต้องดูว่ารถที่แล่นสวนมาอยู่ในระยะใกล้หรือไกลเพียงใ ด

4. ประเมินความสามารถและความเร็วให้แน่ใจว่าแซงได้

5. ต้องมั่นใจว่าเมื่อแซงขึ้นไปแล้วมีช่องให้หลบเข้าเลน ซ้ายหรือไม่

6.ดูว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่รถแล่นอยู่ข้างหน้าจะเลี้ยวขวา หรือเปลี่ยนเลน

6.ขั้นตอนการขับแซง

1.ยกเลิกการให้สัญญาณ

2. ดูเลนซ้าย เมื่อปลอดภัยให้เบนเข้าไป

3. ให้สัญญาณเลี้ยวซ้ายไว้ เพื่อให้รถที่ถูกแซงเห็นชัด

4. ดูรถที่แล่นตามมาในเลนขวาเมื่อปลอดภัยจึงเข้าไป

5. ขับเตรียมพร้อมไปเรื่อยๆ ให้สัญญาณเปลี่ยนเลน พร้อมจะเร่งเครื่อง

6.ดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถอื่นอยู่ข้างหลัง หรือกำลังแซง

คำเตือน! อย่าแซงถ้าไม่อยู่ในสภาพที่จะแซงได้อย่างปลอดภัยอย่า งแท้จริง

วินัยจราจรป้องกันอุบัติเหตุ

การขับขี่ยานพาหนะที่มีวินัยจราจร เป็นหลักพื้นฐานของการขับขี่ปลอดภัย ผู้ใช้ยานพาหนะต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎจ ราจร ดังนี้

1.การจอดรถที่ถูกต้อง

1.1 รถจักรยานยนต์ จอดในช่องจอดรถจักรยานยนต์เท่านั้นและจอดให้เป็นระเบ ียบเรียบร้อย

1.2 รถยนต์ ให้จอดตามช่องรถยนต์ที่กำหนดให้ ซึ่งช่องจอดรถยนต์จะมี 2 ลักษณะ คือ แบบขนานขอบทางและแบบทแยง ผู้จอดรถยนต์ต้องจอดตามลักษณะของเส้นที่กำหนดให้เท่า นั้น

2.การขับรถที่ถูกต้อง

2.1 การขับรถให้ขับทางด้านซ้ายของทางเดินรถ

2.2 รถที่วิ่งช้า หรือรถจักรยานยนต์ ควรขับให้ชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อมิให้กีดขวางทางจราจร

2.3 การขับรถผ่านทางร่วม-ทางแยก ต้องขับให้ถูกต้องตามกฎจราจร เช่น รถที่จะเลี้ยวซ้าย-ขวา ต้องหยุดเพื่อให้รถทางตรงผ่านไปก่อนหรือขับรถผ่านวงเ วียนก็ต้องหยุดรถ ให้รถที่อยู่ในวงเวียนหรือทางขวามือผ่านไปก่อน

3.การสวมหมวกนิรภัย

หลักพื้นฐานการขับขี่ปลอดภัย ภายใต้กฎจราจร 10 ประการ

1. สวมหมวกกันน็อก - คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เวลาขับขี่ยานพาหนะ

2. หมั่นตรวจระบบเบรก ยาง และระบบส่องสว่าง ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

3. มองดูด้านหลัง และให้สัญญาณไฟทุกครั้ง เมื่อเปลี่ยนช่องทาง

4. สัญญาณจราจรที่สำคัญควรจดจำ

5. อย่าขับขี่ยานพาหนะสวนทาง หรือข้ามช่องทางวิ่ง

6. ระมัดระวัง และลดความเร็วทุกครั้ง เมื่อพบกับสภาพถนนที่ขรุขระ เป็นหลุมทราย และถนนเปียกลื่น

7.อย่าขับยานพาหนะเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

8.ห้ามเสพหรือดื่มของมึนเมาขณะขับขี่ยานพาหนะ

9.การขับขี่ยานพาหนะผ่านบริเวณสี่แยก ควรหยุดรถหรือชะลอความเร็วรถ

10.การขับขี่ยานพาหนะบนถนนที่ไม่มีไฟส่องสว่าง ควรขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่าเวลากลางวัน เพื่อสามารถคาดถึงสถานการณ์ และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเฉียบพลัน