เอามาให้อ่าน..
รุ่นที่ 2 รหัสรุ่น SPB , M10A
THE FIRST ROTARY's FAMILIA
15 พฤศจิกายน 1967 - 7 กันยายน 1973
เปิดตัวในช่วงยุคประชายนต์นิยม หรือ MOTORIZATION กำลังเบ่งบานเต็มที่ในญี่ปุ่น และต้องเปลี่ยนโฉมเพื่อออกมางัดข้อกับทั้งนิสสัน ซันนี และโตโยต้า โคโรลลา ช่วงแรกมีให้เลือกในตัวถังซีดานทั้ง 2 และ 4 ประตู ที่มีความยาว 3,795 มิลลิเมตร กว้าง 1,480 มิลลิเมตร สูง 1,390 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,260 มิลลิเมตร วางขุมพลัง 4 สูบ OHV 987 ซีซี 58 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 7.9 กก.-ม.ที่ 3,500 รอบ/นาที ระบบกันสะเทือนหน้าสตรัต เหล็กกันโคลง - หลังแหนบ ดรัมเบรก 4 ล้อ เลือกกันสะใจถึง 29 รุ่นย่อย ราคาตั้งแต่ 368,000 - 505,000 เยน ตั้งเป้ายอดขาย 7,000 คัน/เดือน
21 กุมภาพันธ์ 1968 เพิ่มเครื่องยนต์ 1,200 ซีซี ที่มีกำลังเพิ่มเป็น 68 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 9.6 กก.-ม.ความเร็วสูงสุด 145 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมเกียร์ธรรมดาแบบกระปุก ตามมาให้เลือกในรุ่นย่อยใหม่ แฟมีเลีย 1200 4 ประตู DELUXE FLOOR-SHIFT จากนั้น 14 พฤษภาคม 1968 กระตุ้นตลาดด้วยรุ่น 1,200 ซีซี 4 ประตู เกียร์อัตโนมัติ SUPERDRIVE และรุ่น 1,200 ซีซี 2 ประตู DELUXE
13 กรกฎาคม 1968 ได้เวลาที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก เพราะเป็นวันเปิดตัว แฟมีเลีย ROTARY COUPE รหัสรุ่น M10A (มาสด้า R100 ในตลาดส่งออก) ซึ่งเป็น แฟมีเลียรุ่นแรกที่วางขุมพลังโรตารี พัฒนาขึ้นจาก รถยนต์ต้นแบบ RX-85 ที่เผยโฉมในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 14 ปลายปี 1967 วางขุมพลังโรตารี 10A 491 ซีซี 2 โรเตอร์ ยกมาจาก คอสโม สปอร์ต 110S แต่ลดสมรรถนะลงมาเหลือ 100 แรงม้า (PS) ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.5 กก.-ม.ที่ 3,500 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลงในตัวถังที่ยาว 3,830 มิลลิเมตร กว้าง 1,505 มิลลิเมตร สูง 1,345 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,260 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 825 กิโลกรัม ราคา 700,000 เยน มียอดผลิตทั้งหมด 95,891 คัน ตลอด 5 ปีที่ อยู่ในตลาด และไม่เพียงเท่านั้น แต่มาสด้ายังเปิดตัวรุ่นคูเป ขุมพลัง 1,200 ซีซี ออกมาในวันเดียวกัน ด้วยราคา 550,000 เยน จากนั้นจึงเพิ่มรุ่น 1,200 ซีซี คูเป B-Type ตกแต่งลดออพชันเล็กน้อย เมื่อ 16 มกราคม 1969
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยโดยตรงก็คือ มาสด้าเคยออกประกาศข่าวสื่อมวลชน (PRESS RELEASE) เมื่อ 24 มีนาคม 1969 ว่าจะส่งออก แฟมีเลีย โรตารี คูเป R100 จำนวน 670 คัน ออกทำตลาดนอกญี่ปุ่น ใน 2 ประเทศ โดยส่งไปยังออสเตรเลียรวม 642 คัน แบ่งเป็นล็อตแรก เดือนเมษายน 227 คัน ล็อตที่ 2 เดือนพฤษภาคม 415 คัน ล็อตที่ 3 เดือนมิถุนายน 351 คัน และส่งมาที่เมืองไทยในเดือนพฤษภาคม 1969 รวม 28 คัน ผ่านการทำตลาดของ กมลสุโกศลในยุคนั้น
21 มิถุนายน 1969 เพิ่มรุ่น แฟมีเลีย โรตารี ซีดาน SS ตกแต่งในสไตล์สปอร์ตรอบคัน ทั้งภายนอกและภายใน วางขุมพลัง 10A เมือนกัน แรงม้าเท่ากัน แต่ลดแรงบิดลง เหลือ 12.8 ก.-ม.ที่ 3,500 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุด 175 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรุ่น โรตารี คูเป E-Type ตกแต่งในสไตล์หรูกว่า B-Type แต่อุปกรณ์ไม่ครบเท่ารุ่น มาตรฐาน อีกทั้งยังเพิ่มความกว้างเป็น 1,560 มิลลิเมตร และลดน้ำหนักตัวเหลือ 815 กิโลกรัม
11 กรกฎาคม 1969 เพิ่มรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี อีก 28 รุ่น ทั้งซีดาน 2 และ 4 ประตู และแวนรวม 45 รุ่น จากนั้น 31 ตุลาคม 1969 เพิ่มรุ่น โรตารี ซีดาน TSS ราคา 668,000 เยน นำแผงหน้าปัด และอุปกรณ์การตกแต่งทั้งภายในและภายนอกของรุ่น โรตารี คูเป E-Type มาแปลงใส่ และเพิ่มเสาอากาศไฟฟ้า
2 มีนาคม 1970 ปรับโฉมครั้งสุดท้ายให้กับทุกรุ่น และเพิ่มทางเลือกใหม่ในชื่อ แฟมีเลีย เพรสโต 1300 โดยชื่อเพรสโต (PRESTO) เป็นคำในภาษาอิตาลี แปลว่าจังหวะ ดนตรีที่เร็วขึ้น แรงขึ้น อัพเดทรายละเอียดการตกแต่งภายนอกรวมทั้งชุดไฟท้ายทรง ล้ำสมัย วางขุมพลังรหัส TC SOHC 1,272 ซีซี 75 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.5 กก.-ม.ที่ 3,000 รอบ/นาที
ส่วนรุ่นโรตารีเดิมที่ถูกปรับปรุงรายละเอียดการตกแต่ งรอบคันเช่นเดียวกัน แต่ใช้เครื่องยนต์เดิม และเปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ เพรสโต โรตารี ซีรีส์ และรุ่นเพรสโต 1,000 ซีรีส์ ที่นำเครื่องยนต์ขนาด 1,000 ซีซีเดิม มาถอดระบบ OHV ออก หันมาใช้ระบบ SOHC แรงขึ้นเป็น 62 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 8.1 กก.-ม.เริ่มทำตลาดเมื่อ 8 เมษายน 1970
5 ธันวาคม 1970 เพิ่มรุ่นย่อย เพรสโต 1,300 คูเป GF (GRAND FASHION) และ เพรสโต โรตารี คูเป GS (GRAND SPORTS) ขุมพลัง TC ปิดท้ายกับการถอด เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี ออกจากสายการผลิต เปลี่ยนแผงหน้าปัดใหม่ รวมทั้งตกแต่งภายนอกและภายในเพิ่มเติมเล็กน้อย มาพร้อมชื่อใหม่ว่า นิว แฟมีเลีย เพรสโต 1,000 เพรสโต 1,300 และโรตารี ซีรีส์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 1972
Bookmarks