วิธีเข้าโค้งโรซ่า(มะเขือเทศครับ)อิอิ และวิธีเข้าโค้ง
                                
กำลังแสดงผล 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

ชื่อกระทู้: วิธีเข้าโค้งโรซ่า(มะเขือเทศครับ)อิอิ และวิธีเข้าโค้ง

  1. #1
    Junior Member Iamp_Kung's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2010
    ข้อความ
    9
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน วิธีเข้าโค้งโรซ่า(มะเขือเทศครับ)อิอิ และวิธีเข้าโค้ง




  2. #2
    Junior Member Iamp_Kung's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2010
    ข้อความ
    9
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน

    การใช้คันเร่ง

    ..........พูดถึงการใช้คันเร่งแล้วลองหลับตานึกภาพ อืม... มันก็ไม่มีน่าจะมีอะไรยากนี่ ก็แค่บิดแล้วรถก็วิ่ง... ถ้าคุณคิดแบบนั้น ผมค่อนข้างมั่นใจว่าภาพในจินตนาการของคุณคือ ขี่รถบนนทางตรงถนนโล่งๆ ใช่มั๊ยครับ จริงครับ!! ถ้าขี่ทางตรงการใช้คันเร่งจะเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่เมื่อต้องเลี้ยวหรือวิ่งบนทางโค้งนี่สิที่เป็นปัญ หา ผมเชื่อว่าในบรรดาผู้ที่เลี้ยวไม่คล่อง, เข้าโค้งไม่ได้, เข้าโค้งไม่เนียน, แหกโค้ง-บานโค้ง และอีกสารพัดปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยว สาเหตุหลักอย่างหนึ่งคือการใช้คันเร่งไม่ถูกต้องซึ่ง จะกระทบต่อความเร็วในโค้งและเส้นทางการวิ่งในโค้ง (ไลน์) ของคุณ..........บทนี้เราจึงจะพูดกันในเรื่องของความ รู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้คันเร่งเพื่อเลี้ยวหรือข ี่ในโค้งกัน

    ..........ผมขอแบ่งการใช้คันเร่ง (ในโค้ง) เป็น 3 หัวข้อ

    1. ปิดคันเร่ง
    • คือการคืน/ปล่อยคันเร่งที่บิดอยู่ ”ทั้งหมด” จนคันเร่งกลับไปที่จุดเริ่มต้น
    • หากเราปิดคันเร่งขณะที่รถเอียง เมื่อความเร็วค่อยๆ ลดลง จะมีผลให้รถเลี้ยวเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ (เหมือนเวลากลิ้งเหรียญบาท มันจะวิ่งเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ แล้วก็ล้มพับลงในที่สุด) นั่นแสดงให้เห็นว่าความเร็วที่ลดลงมีผลทำให้รถวิ่งเป ็นวงที่แคบลง หรือถ้าคิดอีกมุมหนึ่งอาจบอกได้ว่าในการขับขี่ วงเลี้ยวจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับความเร็วเป็นปัจจั ยสำคัญ
    • ขณะที่ปิดคันเร่ง จะไม่มีแรงผลักจากล้อหลัง ทำให้การบังคับรถให้พลิกซ้าย,ขวา ทำได้ง่ายกว่า แต่นั่นก็หมายความว่ารถขาดแรงพยุงจากด้านหลัง ผู้ขี่จะรู้สึกได้ว่าความมั่นคงในการทรงตัวของรถลดลง โดยเฉพาะการขี่ที่ความเร็วต่ำ (ลองนึกถึงเวลาที่คุณขี่รถซอกแซกตอนรถติดๆ - ระหว่างการปิดคันเร่งให้รถไหลไป กับค่อยๆใช้คันเร่งในความเร็วที่เท่ากันอันไหนรู้สึก มั่นคงกว่า)




    2. เปิดคันเร่ง (ภาพที่ 3)
    • คือการบิดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วให้สูงขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองศาการบิดข้อมือ
    • ผลที่เกิดจะตรงข้ามกับการปิดคันเร่ง คือถ้าค่อยๆ เปิดคันเร่งขึ้นทีละนิดขณะที่รถเอียงอยู่ ความเร็วที่สูงขึ้นจะทำให้วงเลี้ยวหรือเส้นทางการวิ่ งของรถเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
    • เมื่อรถล้อหลังหมุนแรงขึ้น (จากการเปิดคันเร่ง) จะทำให้เกิดแรงผลักระหว่างยางกับพื้นถนน ทำให้รถค่อยๆ ตั้งขึ้น
    • รถจะตั้งขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วในการบิด คันเร่ง


    3. คลอคันเร่ง (ภาพที่ 4)
    • คือการบิดคันเร่งและค้างไว้ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือความเร็วใดความเร็วหนึ่ง
    • ใช้ความเร็วคงที่ในระดับหนึ่งขณะที่รถเอียงอยู่ จะมีผลให้รถวิ่งเป็นวงกลมที่เท่ากันตลอด (คนขี่นั่งท่าเดิมไม่ขยับ) รถจะไม่วิ่งแคบลงหรือกว้างขึ้นกว่าเดิม






    จากคุณลักษณะที่กล่าวมา ทำให้เราสามารถนำไปปรับใช้เพื่อการขับขี่ในโค้งได้ คือ

    1) ก่อนเข้าโค้ง - เมื่อเราจะทำการเข้าโค้ง จะต้องปิดคันเร่งเพื่อให้รถเอียงและวิ่งเป็นเส้นโค้ง ไปตามไลน์ที่เรากำหนดไว้
    2) ออกจากโค้ง - เมื่อผ่านจุดยอดโค้ง (Apex) จึงทำการเปิดคันเร่งเพื่อส่งรถออกจากโค้ง ซึ่ง ณ จุดนี้รถจะเริ่มตั้งตรงอีกครั้ง

    *1.5) ในโค้งยาว - ในบางกรณีที่โค้งมีลักษณะยาวมากๆ (ระยะไต่โค้งยาว) เราไม่สามารถทำการปิด/เปิดคันเร่งได้เหมือนปกติ จึงต้องใช้การคลอคันเร่งในโค้งเพื่อรักษาความเร็วและ ระดับความเอียงของรถให้เหมาะสมกับความโค้งของทางวิ่ง (ภาพที่ 6)


    เมื่อเรารู้ลักษณะเบื้องต้นของการเข้าโค้งแล้ว เราจะสามารถวิเคราะห์คร่าวๆ ได้ว่าสาเหตุของผู้ที่เข้าโค้งไม่ได้ หรือบานโค้งเกิดจาก...
    ..........- “คืนคันเร่งก่อนเข้าโค้งไม่หมด” : นั่นคือไม่ได้ “ปิด” คันเร่ง ซึ่งมีผลไม่ต่างจากการคลอคันเร่งเข้าโค้ง ถ้าโค้งกว้างอาจพอถูๆไถๆ ไปได้ แต่ถ้าโค้งแคบความเร็วต่ำหล่ะก็... บานนนนน... แน่นอนคับทั่น
    ..........- “เปิดคันเร่งเร็วเกินไป” : เราจะเปิดคันเร่งเมื่อเรามองเห็นทางออกโค้งแล้วเท่าน ั้น เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า เมื่อเปิดคันเร่งรถจะตั้งขึ้นแล้วพุ่งไปข้างหน้า ถ้าดันทะลึ่งไปเปิดก่อนทางออกหล่ะก็... บานนนนน อีกแล้วคับทั่น

    ..........ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการใช้คันเร่งมีส่วนสำ คัญในการรักษาไลน์การวิ่งในโค้งมาก ซึ่งหากเรา “เข้าใจ” หลักการ และนำไป “ฝึกฝน” อย่างถูกวิธี จะทำให้เราพัฒนาการเข้าโค้งได้ดีขึ้นซึ่งจะทำให้เกิด ความมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นด้วย

  3. #3
    Junior Member Iamp_Kung's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2010
    ข้อความ
    9
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน

    การใช้เบรค

    1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุ ด ให้ระยะเบรกสั้น

    ที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับคว ามปลอดภัยมากกว่า

    2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้

    ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอั นตราย

    3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภา พในการเบรก

    และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก

    แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ

    การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณี ตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรค หน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจ นสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งห น้าหลัง ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตรา ส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในกา รเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุดอย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก” ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิ ด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่ วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร ์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อ เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุดเป็นการใช้เบ รกครบทั้ง 3 แบบตามตำรา

    สรุปขั้นตอนการใช้เบรกมีดังนี้

    1.เมื่อถึงจุดเบรคก็ให้ยกคันเร่งแล้วเริ่มเบรคโดยใช้ เบรคหน้ามากกว่าเบรคหลังในอัตราส่วน 60/40 (ห้ามบีบคลัทช์ปล่อยไหล ยกคันเร่งเมื่อไหร่ก็เบรกเมื่อนั้น)

    2. บีบคลัทช์ ลดเกียร์ ปล่อยคลัทช์ (ลดทีละเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว)

    3. เมื่อรถใกล้หยุดจึงค่อยบีบคลัทช์เพื่อกันเครื่องดับแ ล้วเอาเท้าซ้ายลงยันพื้น

  4. #4
    Junior Member Iamp_Kung's Avatar
    วันที่สมัคร
    Feb 2010
    ข้อความ
    9
    ขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 0 ครั้ง ใน 0 ข้อความ
    ผลการให้คะแนน
    0

    มาตรฐาน


    ลักษณะการเข้าโค้ง

    1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทา งด้านนอกโค้ง โดย
    ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี

    2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั บตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเป ลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่แบบปลอด ภัยในชีวิตประจำวัน

    3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านใน โค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้งที่ต้องการความเร็วและมั่นใจใ นการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุ มน้อยกว่าแบบ Lean-with

    4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านใน โค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆจากการเข้าโค้งด้วยความเร็ วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม ่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจ ะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น

    จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปก ติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข ้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรง มาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมา กน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เราสามารถอ่านเหตุการณ์ข้ างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

    ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว ้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้ าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนส ังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเส มอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูง เกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย

    การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี ้

    1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโ ค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื ่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)

    2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจ ก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป

    3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งแล ะความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้ และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโ ค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือห น้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้กา รบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง

    4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึ งค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวร ถตั้งตรงขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิ ดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำ เสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด

    เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัยคือกา รคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด สำหรับการขับขี่ทุกครั้ง ผู้ขับขี่จะต้องมีสัญชาตญาณที่จะพิจารณาระยะทางสภาพท างสภาพการจราจรของยานพาหนะคันอื่น หรือสิ่งต่างๆรอบตัวไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังว่าอยู่ห่างเพียงใด มีการเคลื่อนที่อย่างไร จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่ รวมไปถึงการเดาใจผู้ขับขี่ร่วมถนนในเบื้องต้นว่าควรจ ะหลบหลีกอย่างไร ผู้ขับขี่บางคนสังเกตแม้แต่ทิศทางของล้อรถคันอื่น เพื่อคำนวณการเคลื่อนที่สำหรับหลบหลีกก็มี

Bookmarks

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •